“น้ำตาล” หวานแค่ไหนจึงพอดี ภัยร้ายใกล้แค่เอื้อม

แชร์หน้านี้

  1. REDBEAR

    REDBEAR ผู้ดูแล

    เข้าร่วม:
    8 กรกฎาคม 2016
    ข้อความ:
    1,566
    ถูกใจ:
    3
    290H.jpg

    เชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยได้ยินหรืออาจจะเคยเห็นผ่านตามาบ้างตามสื่อโฆษณาต่างๆ
    “ลดหวาน ลดอ้วน ลดโรค” จะช่วยให้คุณเข้าใจว่าทำไมการบริโภคหวานที่มากเกินไปจึงเป็นอันตราย

    น้ำตาล แค่ไหนจึงพอดี “น้ำตาล” เป็นกลุ่มของคาร์โบไฮเดรตที่ให้ความหวานและให้พลังงาน หรือเทียบเท่ากับพลังงานที่ได้จากการรับประทานข้าวประมาณ 1 ใน 4 ทัพพี นั่นแปลว่า หากคุณบริโภคน้ำตาลในปริมาณมาก ร่างกายก็จะได้รับพลังงานส่วนเกินเช่นกัน

    พฤติกรรมการบริโภคน้ำตาลที่มากเกินไปและต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน มีผลทำให้กระบวนการตอบสนองต่ออินซูลินบกพร่อง ส่งผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานได้

    221H.jpg

    โรคหัวใจและหลอดเลือดโรคอ้วน เป็นโรคยอดฮิต ของกลุ่มคนที่นิยมทานอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาล และน้ำตาลส่วนเกินมักพบมากใน ขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่ม และขนมหวานต่างๆ ผู้บริโภคควรตระหนักและให้ความสำคัญกับการเลือกบริโภค การอ่านฉลากโภชนาการก่อนตัดสินใจซื้อ จะช่วยลดการได้รับน้ำตาลส่วนเกินได้

    น้ำตาลส่วนเกิน (added sugar) นอกเหนือจากน้ำตาลตามธรรมชาติที่มีในอาหารทั้งที่เป็นอาหารปรุงเองและอาหารอุตสาหกรรม ซึ่งรวมถึงน้ำตาลธรรมชาติที่เติมเพิ่ม เช่น น้ำผึ้ง น้ำหวาน น้ำเชื่อม และน้ำผลไม้คั้น

    เลือกกินน้ำตาล ช่วยได้หรือไม่ ก่อนจะตอบคำถามนี้ เรามารู้จักกับประเภทของน้ำตาลกันก่อนดีกว่าค่ะ โดยทั่วไปเราสามารถแบ่งประเภทของน้ำตาลได้ เป็น 2 ประเภทใหญ่ ได้แก่


    honey-823614_960_720.jpg

    1.น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว คุณสมบัติละลายน้ำได้และให้ความหวาน ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการย่อยอีก น้ำตาลที่พบในกลุ่มนี้
    • น้ำตาลกลูโคส (glucose) เป็นชนิดน้ำตาลที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย
    • น้ำตาลฟรุคโตส (fructose) หรือที่เรียกกันว่า น้ำตาลผลไม้ เป็นน้ำตาลชนิดที่ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการตอบสนองต่ออินซูลิน
    • น้ำตาลกาแลคโตส (galactose) เป็นชนิดน้ำตาลที่มีสูตรโครงสร้างคล้ายน้ำตาลกลูโคส

    honey-1006972_960_720.jpg

    2.น้ำตาลโมเลกุลคู่ (disaccharide) เป็นกลุ่มของคาร์โบไฮเดรตที่เกิดจากน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว 2 โมเลกุลมารวมกัน มีคุณสมบัติละลายน้ำได้และให้ความหวาน
    • น้ำตาลซูโครส (sucrose) หรือ น้ำตาลทราย น้ำตาลอ้อย
    • น้ำตาลมอลโตส (maltose) น้ำตาลชนิดนี้เกิดจากการรวมกันของน้ำตาลกลูโคส 2 โมเลกุล พบมากในอ้อย
    • น้ำตาลแลคโตส (lactose) เป็นชนิดน้ำตาลที่เกิดจากการรวมกันของน้ำตาลกลูโคส และน้ำตาลกาแลคโตส น้ำตาลชนิดนี้พบได้เฉพาะในนม

    สารให้ความหวานแทนน้ำตาล
    น้ำตาลแอลกอฮอล์ ส่วนใหญ่จึงถูกขับถ่ายออกจากร่างกายก่อนที่จะดูดซึมไปใช้ประโยชน์ นิยมใช้กันมากในวงการผลิตอาหาร โดยเฉพาะลูกอมและหมากฝรั่ง

    304H.jpg

    อย่างไรก็ตาม จะบอกว่า ความหวานนั้นเป็นภัยร้ายที่ซุ่มเงียบ มักชอบแฝงตัวมาในรูปแบบต่างๆ การบริโภคน้ำตาลที่มากเกินไปย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังได้ และควรเลือกบริโภคแต่พอเหมาะ
     

กำลังโหลด...