30 ข้อ สำหรับคุณแม่มือใหม่ ...เพื่อลูกน้อยจะได้แข็งแรง

แชร์หน้านี้

  1. Nipapun

    Nipapun Nipapun Web Hunsa

    เข้าร่วม:
    29 ตุลาคม 2015
    ข้อความ:
    1,536
    ถูกใจ:
    3
    baby650.jpg

    เคล็ดไม่ลับฉบับคุณแม่ควรรู้จากคุณหมอสูตินรีเวช "แพทย์หญิง ธาริณี ลำลึก
    สูตินารีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ โรงพยาบาลพญาไท 2 (สนามเป้า)" ที่จะมาแนะนำ ว่าที่คุณแม่มือใหม่จะได้รู้และเข้าใจร่างกายตนเอง เพื่อใช้ชีวิตระหว่างตั้งครรภ์ได้อย่างไร้กังวล ถ้าจะให้ดี อย่าลืมแชร์ข้อมูลให้ว่าที่คุณพ่อมือใหม่ได้อ่านกันด้วยนะคะ


    • การเตรียมตัวเมื่อรู้ว่าการตั้งครรภ์และการฝากท้อง

    1. หากคุณแม่สงสัยว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์หรือเปล่า สามารถสังเกตได้จากอาการเหล่านี้ค่ะ นั่นคือ ประจำเดือนไม่มาตามกำหนด ปัสสาวะบ่อย เวียนหัวหรือคลื่นไส้ บางคนอาจมีอาการเหนื่อยหรือง่วง

    2. ควรฝากท้องทันทีที่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ เพื่อตรวจเช็คร่างกายอย่างละเอียด ทำให้การตั้งครรภ์ปลอดภัย หากมีโรคแทรกซ้อนจะได้รักษาได้ตั้งแต่เนิ่นๆ หากคุณแม่มีโรคประจำตัว ควรแจ้งคุณหมอตั้งแต่ตอนฝากท้อง เพื่อประเมินอาการและควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

    • อาหารและโภชนาการ

    3. คุณแม่สามารถกินอาหารได้ตามปกติเหมือนก่อนตั้งครรภ์ โดยมีหลักการง่ายๆ คือ กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และช่วงตั้งแต่เดือนที่ 3 อาจเน้นอาหารประเภทโปรตีน แคลเซียม และธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นกับทารกในครรภ์ เสริมวิตามินและเกลือแร่ให้มากขึ้น เพื่อให้ได้รับสารอาหารเพียงพอทั้งคุณแม่และลูก

    4. ไม่ควรกินอาหารประเภทแป้ง น้ำตาลและไขมันมากเกินไป เพราะช่วงตั้งครรภ์ ร่างกายไม่ต้องการสารอาหารประเภทนี้มาก เพราะไม่ได้ใช้ในการพัฒนาการหรือเพิ่มขนาดอวัยวะทารกในครรภ์ แต่คาร์โบไฮเดต และไขมันจะสะสมที่ร่างกายแม่แทน ทำให้หลังคลอดจะมีน้ำหนักอยู่ที่ตัวคุณแม่มากเกินไป

    5. คุณแม่ควรดื่มน้ำอย่างน้อย 6-8 แก้ว เพราะน้ำเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการสร้างน้ำคร่ำที่หล่อเลี้ยงทารกในครรภ์ นอกจากนี้ยังช่วยลดอาการท้องผูก ทำให้ขับถ่ายได้สะดวกมากขึ้น หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์

    6. สำหรับคุณแม่ที่มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ควรเลือกกินอาหารอ่อนๆ ที่ย่อยง่าย หรือเครื่องดื่มที่มีรสหวานที่ช่วยให้ร่างกายสดชื่น หลีกเลี่ยงอาหารมัน รสจัด อาจแบ่งกินเป็นมื้อเล็กๆ วันละ 4-6 มื้อ กินเท่าที่อิ่ม เพื่อไม่ให้คุณแม่เครียดจนเกินไป

    7. หากคุณแม่อยากเช็คว่าร่างกายได้รับสารอาหารเพียงพอหรือไม่ สามารถดูได้จากน้ำหนักของคุณแม่ในแต่ละช่วง ควรให้ได้น้ำหนักตามเกณฑ์ในแต่ละเดือนค่ะ (สามารถดูเกณฑ์น้ำหนักที่ควรขึ้น ได้ที่ข้อ18)

    การใช้ยาสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

    8. หากคุณแม่ป่วยระหว่างตั้งครรภ์ ควรปรึกษาคุณหมอในการใช้ยารักษาโรค หากอาการไม่หนักมาก อาจใช้วิธีแบบธรรมชาติช่วย เช่น มีเสมหะ - ดื่มน้ำอุ่นผสมน้ำมะนาว, คัดจมูก มีน้ำมูก - ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือหรือดมน้ำมันหอมระเหย, เป็นหวัด - ดื่มน้ำมากๆ เป็นต้น

    9. หากคุณแม่มีอาการแพ้ท้องมากๆ อาจกินวิตามินบี 6 และยาไดแมนโฮดริเนต เพื่อช่วยลดอาการแพ้ท้อง ทั้งสองตัวนี้เป็นยาปลอดภัยกับทารกในครรภ์ แต่ถ้ามีอาการไม่มาก อยากให้เลี่ยงการใช้ยาดีกว่าค่ะ

    • การใช้ชีวิตประจำวัน

    10. ในระหว่างที่ตั้งครรภ์ คุณแม่สามารถทำงานได้ปกติ ถ้าไม่ใช่งานที่ต้องใช้กำลังหรือยกของหนัก อาจพักผ่อนระหว่างวัน เพราะร่างกายอาจอ่อนเพลียได้ง่าย คุณแม่ควรพักผ่อนอย่างน้อย 10 ชั่วโมงต่อวัน คือ กลางคืน 8 ชั่วโมงและกลางวัน 2 ชั่วโมง

    11. สำหรับสายสปอร์ต ก็ยังออกกำลังกายได้นะคะ เพราะช่วยให้คุณแม่ได้ยืดหยุ่นกล้ามเนื้อ ลดอาการปวดและอาการบวมต่างๆ ระหว่างตั้งครรภ์ อาจปรึกษากับคุณหมอเรื่องประเภทกีฬาและวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมในแต่ละช่วงการตั้งครรภ์ เพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์ค่ะ

    12. อีกหนึ่งเรื่องที่คุณแม่มือใหม่หลายๆ คนกังวล คือ การเดินทาง เพราะกลัวว่าจะกระทบกระเทือนกับทารกในครรภ์ ช่วง 3 เดือนแรก สามารถเดินทางได้ปกติ แต่อาจมีการเตรียมอุปกรณ์สำหรับหนุนท้อง เพื่อให้นั่งได้สบายตัว ถ้าเดินทางไกลอาจเตรียมอาหารและน้ำติดตัวไว้ค่ะ หลังจากอายุครรภ์ตั้งแต่ 3 เดือนเป็นต้นไป หากต้องเดินทางไกล ควรปรึกษาคุณหมอเป็นกรณีๆ ไปค่ะ

    13. สำหรับเรื่องกุ๊กกิ๊กกับคุณสามีก็ยังมีได้ตามปกติในช่วงอายุครรภ์ 3 - 6 เดือน แต่ควรระวังการใช้ท่าที่เป็นอันตรายหรือต้องกระแทกกับท้องโดยตรง ในบางกรณีอาจงดมีเพศสัมพันธ์เพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์ โดยควรงดช่วง 3 เดือนก่อนคลอดในรายที่มีเลือดออกทางช่องคลอดระหว่างตั้งครรภ์ และคุณแม่ที่มีประวัติการแท้ง

    14. อันนี้อาจเป็นข้อมูลทั่วไปที่คุณแม่ทราบอยู่แล้ว นั่นคือ ควรงดสูบบุหรี่และใช้สารเสพติด เพราะอาจมีผลกระทบต่อทารกในครรภ์ ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนหรือภาวะครรภ์เสี่ยงได้ค่ะ

    • การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย จิตใจ และอาการที่มักเกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์

    15. คุณแม่จะปัสสาวะบ่อยขึ้น เพราะมดลูกขยายตัวไปเบียดกระเพาะปัสสาวะ อาจใช้วิธีการจิบน้ำบ่อยๆ เพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำที่เพียงพอและไม่ต้องลุกเข้าห้องน้ำบ่อย

    16. ในช่วง 2-3 เดือนแรก อาจมีการคัดตึงที่หน้าอก คล้ายๆ ช่วงก่อนมีประจำเดือน เป็นการปรับสภาพของต่อมน้ำนมให้พร้อมสำหรับการตั้งครรภ์ อาการจะค่อยๆ หายไปเองค่ะ

    17. อาการแพ้ท้องของคุณแม่แต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน จะเกิดในช่วง 2-3 เดือนแรกหรือมากกว่านั้น และมักมีอาการคลื่นไส้ เวียนหัว หน้ามืดเป็นลมร่วมด้วย หากมีอาการแพ้ท้องมาก ควรปรึกษาคุณหมอ เพื่อลดความกังวลและใช้วิธีการที่ถูกต้อง ปลอดภัยในการช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้องค่ะ

    18. น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เพราะกำลังมีอีกหนึ่งชีวิตค่อยๆ เติบโตในท้องของคุณแม่ โดยเฉลี่ยตลอดการตั้งครรภ์ควรขึ้น 10-14 กก. เดือนที่ 1-3 ควรขึ้นประมาณ 1-2 กก., เดือนที่ 4-5 ควรขึ้นประมาณ 1-1.5 กก. และตั้งแต่เดือนที่ 6 เป็นต้นไป ควรขึ้นเดือนละ 1.5-2 กก.

    19. อารมณ์ของคนที่ตั้งครรภ์อาจแปรปรวนมากกว่าปกติ เพราะผลจากฮอร์โมนและความกังวลในเรื่องต่างๆ จากการตั้งครรภ์ เช่น เรื่องพัฒนาการของลูก รูปร่างของตนเองที่เปลี่ยนแปลงไปมาก ทำให้คุณแม่หงุดหงิดและเครียดง่าย เพื่อนที่ดีที่สุดของคุณแม่ นั่นคือ สามีหรือคุณพ่อนั่นเอง การให้กำลังใจ ปลอบใจ และดูแลด้วยความอบอุ่นจะช่วยคุณแม่ได้เยอะเลยค่ะ

    20. ในระหว่างตั้งครรภ์ คุณแม่บางคนอาจมีฝ้าหรือสีผิวคล้ำลงบริเวณหน้า คอ รักแร้ เส้นกลางท้อง ลานนม หรือหัวนม ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่กระตุ้นเซลล์เม็ดสีใต้ผิวหนัง คุณแม่ควรทำจิตใจให้สบาย เพราะอาการจะค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปเองในช่วงหลังคลอด 3-6 เดือน ส่วนการแตกลายของผิวหนังขึ้นอยู่ความยืดหยุ่นของผิวแต่ละคน วิธีการดูแลผิวระหว่างตั้งครรภ์ นั่นคือ การบำรุงผิวตามปกติ อาจนำสกินแคร์ที่ใช้ไปปรึกษาคุณหมอ เพื่อความปลอดภัยต่อทารกในครรภ์

    21. คุณแม่อาจมีตกขาวเป็นเรื่องปกติระหว่างตั้งครรภ์ ลักษณะตกขาวที่ปกติคือ สีขาวขุ่น ไม่มีกลิ่นหรืออาการคัน เกิดจากฮอร์โมนกระตุ้นให้ร่างกายสร้างมูกในช่องคลอด โดยจะมีปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงช่วงคลอด หากตกขาวมีสีเหลือง-เขียว มีกลิ่นเหม็นหรืออาการคัน ควรรีบปรึกษาคุณหมอค่ะ

    22. อีกหนึ่งอาการยอดฮิตที่คุณแม่ต้องเจอคือการปวดหลัง เพราะคุณแม่ต้องแบกรับน้ำหนักของทารกที่ใหญ่ขึ้นทุกๆ เดือน สามารถลดอาการได้ด้วยการนั่งให้ถูกท่าและฝึกบริหารร่างกาย ควรหลีกเลี่ยงการยกของหนักและสวมรองเท้าส้นสูงค่ะ

    23. สำหรับคุณแม่ที่เพิ่งท้องอ่อนๆ อาจมีอาการปวดหน่วงบริเวณท้องน้อยหลายครั้งต่อวัน เนื่องจากการเกร็งตัวของมดลูกเล็กน้อย หากปวดหน่วงบ่อยและมากกว่า 5 ครั้งติดต่อกันหลายชั่วโมง อาจเสี่ยงต่อการแท้งหรือการคลอดก่อนกำหนด ควรรีบปรึกษาคุณหมอ

    24. คุณแม่อาจเป็นตะคริวที่น่อง เกิดจากที่ยืนหรือนั่งนานเกินไป ร่วมกับการที่ระดับแคลเซียมในเลือดลดลง เพราะนำไปใช้สร้างกระดูกของทารกในครรภ์ ควรกินอาหารที่แคลเซียมให้มากและนวดบริเวณน่องหลังจากที่เดินมากๆ

    • อาการผิดปกติที่ควรระวัง

    25. ในช่วง 3-4 เดือนก่อนคลอด คุณแม่อาจมีอาการบวมบริเวณขาและเท้า หากเป็นเพียงเล็กน้อย ให้นั่งเหยียดขาหรือหนุนเท้าให้สูงขึ้นเวลานอน หากมีอาการบวมมาก เวลาที่ใช้นิ้วมือกด ผิวหนังเป็นรอยบุ๋มลึกมาก อาจแสดงถึงภาวะผิดปกติบางอย่าง เช่น ครรภ์เป็นพิษหรือโรคไตบางชนิด ควรรีบปรึกษาคุณหมอ

    26. หากพบอาการผิดปกติต่างๆ เช่น เลือดออกทางช่องคลอดในปริมาณมาก, ปวดท้อง, ทารกไม่ดิ้นหรือดิ้นน้อยลง, ตาพร่ามัว เป็นต้น ควรไปพบคุณหมอทันที โดยไม่ต้องรอให้ถึงกำหนดนัดพบ

    • สัญญาณเตือนก่อนคลอด

    27. เมื่อใกล้ถึงกำหนดวันคลอด อาจมีอาการเจ็บท้องน้อยบริเวณมดลูก เป็นๆ หายๆ ไม่ถี่มาก เรียกว่า การเจ็บท้องเตือน เมื่อนอนพักก็จะหายไปเอง

    28. สัญญาณที่บอกว่าคุณแม่จะคลอดจริงๆ มีดังนี้

    - อาการเจ็บท้องจริง จะปวดเกร็งบริเวณหน้าท้องหรือปวดร้าวบริเวณก้นกบ จะปวดทุก 4-5 นาที เกิดจากที่มดลูกบีบตัวและคลายตัว

    - “น้ำเดิน” อาการที่ของเหลวใสไหลออกมาจากช่องคลอดในปริมาณมาก เกิดจากน้ำคร่ำรอบตัวทารกแตกหรือรั่ว
    - มีเลือดปนมูกไหลออกมาจากช่องคลอด
    ถ้าคุณแม่มีอาการเหล่านี้ ควรรีบมาพบคุณหมอทันที

    • ข้อควรรู้สำหรับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

    29. วิธีกระตุ้นการผลิตนมแม่ที่ดีที่สุดคือ การให้ลูกมาดูดกระตุ้นบ่อยๆ เพื่อบอกให้ร่างกายผลิตน้ำนมมากขึ้น คุณแม่จะได้มีน้ำนมสม่ำเสมอ โดยน้ำนมในช่วง 2-3 วันแรกหลังคลอด จะเป็นสีเหลืองใสและมีน้อย ซึ่งเป็นน้ำนมที่มีคุณค่าทางอาหารเพียงพอต่อทารกแรกคลอด ช่วยขับขี้เทาและป้องกันอาการตัวเหลือง ส่วนน้ำนมปกติจะเริ่มผลิตภายใน 4-5 วันหลังจากคลอด

    30. คุณแม่ควรให้นมแม่เพียงอย่างเดียว 4-6 เดือน โดยไม่ต้องให้น้ำหรืออาหารเสริมอื่นๆ เพราะในนมแม่มีสารอาหารครบถ้วนและน้ำเพียงพอสำหรับการเจริญเติบโตของเจ้าตัวเล็กอยู่แล้ว แถมยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและช่วยป้องกันโรคในทารกอีกด้วย

    อ่านจบ 30 ข้อ ว่าที่คุณแม่มือใหม่ทุกท่านคงเข้าใจร่างกายของตัวเองมากขึ้น รู้ถึงวิธีปฏิบัติ และการดูแลตัวเองต่างๆ หากยังมีความกังวล แนะนำให้คุณแม่เชื่อในสัญชาตญาณความเป็นแม่ และอาจปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและคุณย่า คุณยาย ผู้ที่มีประสบการณ์ตรงดูค่ะ รับรองว่าได้เทคนิคหรือคำแนะนำดีๆ แน่นอนค่ะ

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์สุขภาพผู้หญิง โทร. 02-617-2444 ต่อ 4268-9 หรือ Phyathai Call Center 1772