ทำไมละครอิงประวัติศาสตร์ถึงใช้ฉากกรุงเก่า

แชร์หน้านี้

ผู้ดูแล
  31 กรกฎาคม 2020
เยี่ยมชม :  264    ถูกใจ :  6
thailand-1950794_1920.jpg

ไสยศาสตร์ มนต์ดำ ความลึกลับ คาถา อาคม เรื่องเร้นลับชวนให้ค้นหา สิ่งเหลือเชื่อเหล่านี้มนุษย์ต่างให้ความสนใจ ค้นหาความจริงกันตลอดเวลา จากอดีตจวบถึงทุกวันนี้ ผู้ใดที่สนใจเรื่องราว สาระประเภทนี้มักถูกเรียกว่า “คนสายมู” หรือเรียกเต็มๆว่า “พวกมูเตลู” คำนี้มาจากภาพยนต์เรื่องหนึ่งของประเทศอินโดนีเซียที่มีชื่อภาษาไทยว่า “มูเตลู ศึกไสยศาสตร์” ดำเนินเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงสองคนใช้ไสยศาสตร์ มนต์ดำ ต่อสู้กันเพื่อให้ได้ผู้ชายคนเดียวกันมาครอบครอง มูเตลู จึงเป็นที่รู้จักกันในแวดวงคนทำงานด้านความเชื่อเหล่านี้เรื่อยมา

สื่อจำนวนไม่น้อยรู้ว่าผู้ชมสนใจเรื่องราว สาระแบบไหนก็พยายามใช้สิ่งที่ผู้ชมชื่นชอบ สร้างความบันเทิงในลักษณะมูขึ้นมาเป็นจำนวนไม่น้อย ด้วยรูปแบบการนำเสนอในรูปแบบของนิยาย นวนิยาย เรื่องสั้น ข่าว สกู๊ป ละคร ภาพยนตร์ จวบกระทั่งถึงเรียลลิตี้บางรายการที่นำเสนอเรื่องมู ผ่านสถานการณ์จริง ลงพื้นที่จริงเพื่อ “พิสูจน์ความมู” โดยมีแฟนคลับจำนวนมากมายรอติดตามชม

เพื่อทำให้ความมู น่าเชื่อถือ เรื่องราวต่างๆ จึงถูกถ่ายทอดโดยคน เชื่อมไปถึงสถานที่ต่างๆ และยิ่งเป็นสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องเล่ามากมาย สถานที่ยิ่งเก่าแก่ โบร่ำโบราณจะยิ่งสร้างความน่าสนใจให้เรื่องราวแบบมู มู เพิ่มขึ้น

จากปรากฏการณ์ทางสังคม ส่งผลให้สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส จึงจัดกิจกรรมศิลป์สโมสรเสวนา ในประเด็น “อยุธยาที่ไม่มู” ขึ้น เพื่อสร้างความกระจ่างให้เกิดขึ้นต่อการรับรู้สาระความบันเทิงที่เน้นความสนใจของผู้คนเป็นประเด็นหลัก

อาจารย์ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์ นักโบราณคดีอาวุโส กล่าวว่า อยุธยามีความเก่าแก่ถึง 417 ปี มีประวัติศาสตร์ยาวนานเรื่องเล่ามากมาย อยุธยามีความน่าสนใจเพราะสร้างขึ้นมาด้วยเลือดเนื้อของผู้คนจำนวนมากกว่าจะเป็นรัตนโกสินทร์ทุกวันนี้ กษัตริย์ผู้นำต้องทำสงครามเพื่อให้อยุธยาเป็นปึกแผ่น ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก คนทั่วไปเมื่อเห็นซากปรักหักพังของเมืองชั้นนอก ชั้นในวัดวาอาม มักโยงไปถึงเรื่องผี ไสยศาสตร์ คาถา เวทย์มนต์ ยิ่งสื่อบางสื่อนำเสนอวิธีคิดแบบนี้เราจะเห็นแต่ความ “มู” ของอยุธยา แต่งานเสวนา“อยุธยาที่ไม่มู” ต้องการนำเสนอเพื่อบอกว่า อยุธยาไม่ได้มีแค่เรื่อง ผี วิญญาณ สิ่งลี้ลับ ไสยศาสตร์ เหนือจริง และไม่ควรนำเรื่องเหล่านั้นมาเป็นส่วนสำคัญหลักในการใช้วิเคราะห์อยุธยา

มีโอกาสทำงานด้านการขุดโบราณสถานในหมู่บ้านโปรตุเกส เมื่อปี 2525 ช่วงเวลานั้นมีพระราชพิธีสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี รัฐบาลโปรตุเกสให้งบประมาณสนับสนุนฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ สิ่งที่นักโบราณคดีต้องทำคือหาข้อมูลจากชาวบ้านซึ่งต้องฟังชาวบ้านให้มาก ศึกษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ หลักฐานทางกายภาพ สิ่งที่ขุดเจอพบผีอยุธยาจำนวนมาก พบกว่า 200 ศพ ความเป็นนักโบราณคดีไม่ใช่แค่ขุดเจอโครงกระดูกแล้วจบลงแค่นั้น แต่เราต้องสืบค้นหาหลักฐานให้ได้ว่าพวกเขาตายเพราะอะไร

“ประวัติศาสตร์อยุธยามีเรื่องผีๆ ผู้คนไม่ได้ตายด้วยสงคราม แต่ตายจากโรคระบาดด้วยการป่วยเป็นไข้ทรพิษหรือฝีดาษ ฝังกันแบบทับๆแล้วใช้ปูนขาวโรยแล้วเอาศพลงไปอีกเพราะมีศพเป็นจำนวนมาก เมื่อขุดเห็นปูนขาวเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังพบคนที่ตายด้วยโรคหนองใน ถูกยังถูกฆาตกรรม จวบกระทั่วถึงการฆ่าตัวเองตายหรืออัตวิบากกรรม”

ผู้คนส่วนใหญ่อยากรู้อยากเห็นเรื่องผี วิญญาณกันอยู่แล้ว เมื่อมีข่าวว่าอาจารย์ปฏิพัฒน์และทีมงานนักโบราณคดีขุดพบโครงกระดูกที่หมู่บ้านโปรตุเกส จึงมีคนแห่กันมาดูเป็นจำนวนมากทุกคนตื่นเต้นที่จะได้พบ “ผีอยุธยา” ช่วงนั้นฝนตกหนักน้ำนองในหลุมที่ขุดพบโครงกระดูก คนที่แห่มาดูตักน้ำในหลุมไปอาบไปกิน ด้วยความเชื่อ ศรัทธาและเล่าลือกันว่า “รักษาโรคได้ทุกโรค” มีคนทรงเจ้าเข้าทรงเดินทางมา พิสูจน์ว่าคนที่ตายในหลุมตายด้วยโรคอะไร พิสูจน์ด้วยการลงไปนอนในหลุมที่ขุดค้นสักประมาณ 30 นาที จากนั้นคนทรงเจ้าคนเดิมตอบว่า

“ผีพวกนั้นคุยไม่รู้เรื่อง เพราะคุยกันคนละภาษา”อาจารย์ปฏิพัฒน์บอกอีกว่า ทำงานสายโบราณคดีจะพบกับคนที่คิดนึกเรื่องไสยศาสตร์ ความเชื่อเข้ามาในเส้นทางการทำงานของเขาเสมอๆ

อาจารย์ราม วัชรประดิษฐ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และแฟนพันธุ์แท้พระเครื่องคนแรกของประเทศไทย บอกว่า มูคือสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ เป็นศาสตร์เร้นลับ แต่ศาสตร์ด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี พุทธศิลปะจะต้องมีข้อพิสูจน์ได้ อยากเช่นถ้าเราจะบอกว่าพระพุทธรูปนี้ศักดิ์สิทธิ์ เราต้องอธิบายได้ว่า พระพุทธรูปอยู่ในยุคไหน กำเนิดมาจากอะไร สร้างจากมวลสารอะไร ผมอยากบอกกับทุกคนว่า คติ ความคิดความเชื่อ มันเป็นความรู้สึก ไม่ผิดที่จะรู้สึก เห็นนั่นเห็นนี่หรือมีสัมผัส ที่ 6 แต่เมื่อเห็นแล้วจำเป็นต้องป่าวประกาศให้คนอื่นรู้รึเปล่า? ผมว่าไม่จำเป็น บางคนออกมาป่าวประกาศเรื่องพระยาเกียรติ ตายแล้วกลับชาติมาเกิดเป็นสุนัขเฝ้าวัดในอยุธยา

“การเป็นสื่อต้องมีความรับผิดชอบ ยิ่งปัจจุบันเป็นสื่อโซเซียล ข้อมูลที่เราพูดหรือเผยแพร่ออกไปไปได้ไกลภายในพริบตา สื่อเรื่องราวได้รวดเร็วมาก ยิ่งพูดเรื่องผี สิ่งลึกลับ เรื่องน่ากลัว พิสูจน์ไม่ได้ยิ่งทำให้คนสนใจเพราะมันสนุก ยิ่งคนที่เสพสื่อโซเซียลยิ่งเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้เร็วมาก จะนำเสนอสิ่งใดจึงต้องระมัดระวัง”

เมื่อพูดถึงความมู ผู้คนจำนวนมากจะมุ่งไปที่อยุธยา อยุธยาจึงเป็นสถานที่ลี้ลับ ชวนติดตามค้นหา มีเรื่องเล่าให้นักเล่าในรูปแบบต่างๆ ได้เล่าสู่ผู้ฟัง ผู้ชมอย่างในละคะเรื่องบุพเพสันนิวาส ที่โด่งดัง เป็นการนำเรื่องราวอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชมาเล่า ผ่านนางเอกที่ภพปัจจุบันเป็นเด็กกะโปโล เรียนหนังสือในคณะโบราณคดี เมื่อกระโดดย้อนไปในยุคอยุธยา ก็สามารถดำรงชีวิตใช้สติปัญญาของตัวเองดำรงชีวิตในอยุธยาได้อย่างดีเลิศ คนดูมีความรู้สึกร่วมเมื่อนางเอกทำได้ จึงอยากกระโดดข้ามภาพหรือกระชากพระเอกจากภพโน้นมาอยู่กับคนดูบ้าง เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “การโหยหาอดีต”เกิดขึ้นที่เรียกว่า “ Nostalgia” เกิดการตื่นตัวเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านการเสพละคร

อ.รามบอกอีกว่า ความเชื่อ คติ หรืออะไรที่เป็นเรื่องไสยศาสตร์ สิ่งเร้นลับ สามารถมองให้มีหลักฐานมาสนับสนุนได้ อยากไปดูผี เพื่อเชื่อมถึงวิถีความคิดของผู้คนในชุมชนนั้น บางคนพอบรรยากาศพาไป เห็นความมืด นึกเห็นภาพต่างๆ มีสัมผัสที่ 6ขึ้นมาเล่ามาบอกในรายการ ในฐานะที่เป็นคนดูเราต้องพิจารณา ทบทวน วิเคราะห์ สังเคราะห์สิ่งที่เขาเล่าผ่านรายการ มีหลักฐานสนับสนุนสิ่งที่เขาต้องการสื่อหรือไม่ การฟังสิ่งที่ผู้จัดเรียลริตี้เรื่องผีๆ มิติความเชื่อ “คนดู” ต้องฟังต้องดูและศึกษาบริบทความคิดของคนทำรายการด้วย ถ้าต้องดูก็ให้ดูเป็นเรื่องสนุกๆ อย่าจริงจัง เพราะผู้จัดบางรายการแค่ “อ้าปากเล่าเรื่อง เราก็เห็นลิ้นไก่” แล้ว

243704.jpg

ด้านสุริษา มุ่งมาตรมิตร บก.ข่าวศิลปวัฒนธรรมบันเทิง ไทยพีบีเอส บอกว่าเวลานักข่าวลงพื้นที่เพื่อทำข่าวเรื่องผี วิญญาณ ความเชื่อสิ่งเร้นลับ มักถูกถามว่า “เคยโดนพี่หลอกไหม” ถือเป็นประสบการณ์ส่วนตัวของนักข่าวแต่ละคน ซึ่งก็จะเล่าสู่กันฟังในกลุ่มเพื่อนๆ แต่การนำเสนอข่าว สกู๊ปศิลปวัฒนธรรมบันเทิง เราก็นำเสนอเรื่องผี คนทรงเจ้า ความเชื่อต่างๆในชุมชน แต่สิ่งต่างๆที่เรานำเสนอก็เพื่อบอกเล่าเรื่องราวชุมชน ประวัติศาสตร์ชุมชน สะท้อนความคิดที่ฝังรากเพื่อให้ชุมชนคงอยู่

“ปราชญ์ชุมชนท่านเคยบอกว่า ถ้าอยากรู้ว่าคนในชุมชนคิดอย่างไรให้ดูเรื่องผี ซึ่งเราได้ยึดถือคำกล่าวของปราชญ์ท่านนั้นมาเป็นหลักคิดในการทำงาน คนในชุมชนกินอะไร ไหว้อะไร มันสะท้อนให้เห็นว่าผีก็กินและนุ่งห่มใช้ผ้าเหมือนกันกับคนในชุมชน อยากรู้เรื่องทรัพยากรในชุมชน ความเป็นมาของชุมชน สามารถมองผ่านผีได้ งานของเราจะไม่นำเสนอว่าผีหลอกอย่างไร หรือผีมีความดุร้ายอย่างไร เราจะหลีกเลี่ยง”

ความเป็นประวัติศาสตร์ เก่าแก่ โบร่ำโบราณ ยังเป็นที่ชื่นชอบและสนใจของผู้คน สื่อสามารถนำเสนอสิ่งที่สร้างสรรค์ได้ ถ้าย้อนไปสัก 3 ปีความฮือฮาเรื่องละครบุพเพสันนิวาส ทำให้เกิดกระแสความสนใจเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ คนดูละครตื่นตัวกันมาก

เราทำข่าวโดยไม่ได้มุ่งไปที่แค่พระเอกอย่างโป๊ป และนางเอกอย่างเบลล่า แต่เราใช้โอกาสที่ผู้คนสนใจประวัติศาสตร์ในช่วงนี้นำเสนอ “สิ่งของ”ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ อย่างเช่นหนังสือเรื่องจินดามณี ขายหมด ขายดีต้องพิมพ์ซ้ำ เราไปคุยกับผู้เชี่ยวชาญทางภาษาเพื่อให้สะท้อนทัศนะทางภาษาของผู้ปกครองที่ได้บันทึกลงในหนังสือเรื่องจินดามณีแบบเรียนเล่มแรกของไทย ยังเห็นการเมืองที่แทรกอยู่ในหนังสือเล่มนี้ เห็นถึงพระอัจฉริยภาพของสมเด็จพระนารายณ์ที่ส่งเสริมให้เกิดหนังสือจินดามณี นอกจากนี้บ้านของเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ที่รับบทโดยหลุยส์ สก๊อต บ้านอยู่ลพบุรีเป็นตึกสวย อยู่วังนารายณ์ ทางทีมข่าวไปทำสกู๊ปเรื่องเมืองลพบุรีในบทบาทเมืองหลวงสำรองในยุคสมัยสมเด็จพระนารายณ์ เพื่อย้อนไปดูแนวคิดทำไมต้องมี “เมืองหลวงสำรอง” เนื้อหาสาระแบบนี้หากไม่มีละครเรื่องบุพเพสันนิวาส เป็นตัว “เบิกทาง” คงไม่ผู้คนสนใจ แต่เมื่อนำเสนอไปพร้อมๆกับละครอิงประวัติศาสตร์ คนดูสนใจ มันจึงง่ายที่จะนำเสนอสาระบันเทิงที่มีองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์เข้าไปด้วย

แม้แต่เรื่อง มู อย่างที่โด่งดังในปัจจุบัน เราก็หยิบมานำเสนอเป็นสกู๊ปข่าวได้ ไม่ว่าจะเป็นวัดกระชาย วัดวรเชษฐ์ วัดกุฏีดาว ไม่ได้ไปดูว่าเขาใช้อะไรไหว้ หรือมีการไปผูกคอเพื่อฆ่าตัวตายในสถานที่เหล่านี้อย่างไร แต่สิ่งที่เรานำเสนอคือผลกระทบที่เกิดจากพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นบวกหรือเป็นลบ ผ่านสถานที่ถูกนำเสนอเป็นสถานที่เร้นลับ น่ากลัว

ถึงวันนี้หากใครต้องการเล่าเรื่องลี้ลับของกรุงเก่าอย่างอยุธยา คงต้องพินิจพิเคราะห์ให้มาก เพื่อว่าสื่อที่ถูกนำเสนอสู่ผู้ชมจะไม่เป็นการสร้างความงมงาย อย่างไร้หลักฐานความเป็นจริง เพราะนั่นคือการ”มัวเมา”ผู้ชมอย่างไร้ทิศไร้ทาง
 
อ่านทั้งหมด

แชร์

#1