"พระศักดา สุนฺทโร" ผู้เผยแพร่ธรรมะในโลกออนไลน์ สร้างแรงบัลดาลใจให้ผู้คนจนมีผู้ติดตามนับล้าน

แชร์หน้านี้

สมาชิก
  29 มกราคม 2021
เยี่ยมชม :  2,182    ถูกใจ :  0
w644.jpg
พระศักดา สุนฺทโร ก่อนที่ท่านจะมาบวชเป็นพระ ท่านเป็นคนจังหวัดตราด จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชจนบรรลุธรรมแล้วจึงยึดหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา เดินทางสายกลาง มีหลักธรรมที่ท่านมองหาจากสิ่งที่อยู่รอบกายท่านจึงหยิบเอาสิ่งๆนั้นมาเป็นคำสอน ทุกสิ่งสามารถเตือนให้เรานึกถึงคำสอนของพระพุทธศาสนาได้ว่าฉันควรใช้ชีวิตแบบไหนจึงจะพ้นทุกข์

พิธีกร : กี่คลิป แล้วครับพระอาจารย์ ที่พระอาจารย์เอามานำเสนอ
พระศักดา : น่าจะสักประมาณ 2 พัน 3 ร้อยหรือ 2 พัน 4 ร้อยคลิป

พิธีกร : ในเวลา
พระศักดา : เมื่อ 4 ปี 5 ปี ที่ผ่านมาก็อาศัยว่า เช้าสัก 1 เรื่องส่งโยมออกไปทำงาน แล้วก็ตอนเย็นรับกลับบ้านอีกสัก 1 เรื่อง อย่างตอนเย็นก็ประมาณว่า โยมเป็นไงบ้างวันนี้ เหนื่อยไหมวันนี้ แต่วันนี้โยมไม่ได้แพ้นะ โยมแค่พัก

พิธีกร : แนวความคิดเริ่มต้นที่พระอาจารย์เลือกที่จะเอาสิ่งที่อยู่รอบโยมหรือใครก็ตามแต่แสดงให้เห็นหลักธรรมแล้วผมเห็นเป็นเหตุเป็นผลอย่างยิ่งมาจากอะไรครับ ต้นเรื่องที่เริ่มการทำคลิปแบบนี้

พระศักดา : คือธรรมมะของพระพุทธเจ้าจะสอนให้เห็นทุกข์ก่อน แล้วก็ไปสาวหาเหตุว่าทุกข์มันมาจากไหน ก็คือ สมุทัย ไปดูสิว่ามันมีความหมดทุกข์จริงไหม ก็คือ นิโรธ และก็มรรค ข้อปฏิบัติ ให้ถึงความหมดทุกข์ คือเราก็มองเห็น สังคมตอนนี้คือมันทุกข์มากเหลือเกิน ทุกข์จากความก้าวร้าวของเด็กๆทุกวันนี้ ทุกข์จากความก้าวร้าวในกามอารมณ์ของผู้ใหญ่ที่รังแกเด็กอีก

เยอะแยะมากมาย มันมีทุกข์ของสังคม งั้นเมื่อความทุกข์ของสังคมเราก็จะมองเห็นแล้วว่า มันมาจากอะไรบ้างล่ะ แล้วทีเนี่ยเราก็ไปมองดูในพระไตรปิฎกพระพุทธเจ้าเนี่ย พระองค์จะใช้หลักการอุปมาเยอะ การยกตัวอย่าง เวลาสอนชาวนา ในเรื่องของ ศีล สมาธิ ปัญญา พระเจ้าก็จะยกตัวอย่างเรื่องต้นกล้า คันไถ เรื่องวัว เรื่องควาย เรื่องน้ำ พอไปสอนพระราชา ก็จะสอนพระราชาอีกเรื่องนึ่ง แต่โครงหลักของเรื่องคือ ศีล สมาธิ ปัญญา


พิธีกร : อ๋อ แล้วก็จะเตือนตัวเองได้ว่า ว่าท่านสอนอะไรไปบ้าง
พระศักดา : แล้วเขาก็จะได้เอาไปต่อยอดได้เอง แล้วแต่ว่า เขาจะมองมุมไหนได้อีกจากนั้น มันเหมือนกับเราขอเป็นบันไดขั้นที่ 1 ให้แล้วเดี๋ยวเขาจะไปคิดต่อเป็น 3, 4, 5, ก็แล้วแต่ให้เขากับชีวิตของเขา

พิธีกร : ถ้าผมย้อนกลับไปก่อนทำคลิป พระอาจารย์เป็นพระนักเทศน์ เป็นพระนักสอนเดินทาง ที่ตามสอนตามสถานศึกษาหรืออะไรแบบนั้นไหมครับ
พระศักดา : ก็บรรยายธรรมตามโรงเรียนบ้าง ตามหน่วยงานราชการ ประมาณ 20 ปีที่ไม่กล้าออกสื่อ

พิธีกร : ใช้คำว่า “ไม่กล้าออกสื่อ”
พระศักดา : เพราะรู้สึกแอนตี้มากเลย รู้สึกไม่ชอบมากเวลาที่เราเห็นพระมีโน๊ตบุ๊ค มีโทรศัพท์มือถือเรารู้สึกว่า คือจากความที่เรามีครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นสายปฏิบัติ แล้วเราก็ปฏิบัติ ช่วงแรกๆมาหลายปี คือมีความรู้สึกว่า พระไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้

พิธีกร : สิ่งนั้นมันมีอิทธิพลต่อโยมมากกว่าพระ
พระศักดา : ก็เลยเป็นที่มาของการเริ่มต้นคลิปแรก ประมาณนี้

พิธีกร : ผมสงสัยว่าในกติกาของพระสงฆ์การออกไปสอนเป็นสิ่งหนึ่งที่ต้องทำไหมครับ? หรือเราเรียนเพื่อบรรลุอะไรบางอย่างของเราเองหรือเป็นหน้าที่ที่เราต้องสอนฆราวาสสอนคนอื่น

พระศักดา : จุดประสงค์จริงๆก็เรียนเพื่อบรรลุเนี่ยแหละ ปฏิบัติเพื่อบรรลุนั่นแหละ แล้วจึงจะออกไปสอนแต่ทีเนี่ยบรรลุ ป.1 ป.2 บรรลุปริญญาเราเห็นคนที่กำลังจะจมน้ำตายแล้วเราพึ่งเรียนจบว่ายน้ำมาเราอาจจะยังว่ายไม่แข็งพระอาจารย์ว่าพระอาจารย์ทนเห็นไม่ได้ว่า

เขาจะจมน้ำตายต่อหน้าต่อตาอาจจะต้องลงไปเสี่ยงด้วยวิชาที่เราเรียนมาเพื่อช่วยดึงเขาขึ้นมามันเลยเป็นที่มาเหมือนกับประมาณว่า แม้ปากดีเหลือเกินนะ ตัวเองบรรลุธรรมหรือยังมาสอนชาวบ้านเขา คือถ้ารอให้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์จริงๆเราก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าชาตินี้จะมีโอกาสไหม งั้นวันนี้ถ้ามีโอกาสประครองกันเข้าฝั่งได้ก็ประครองกันเถอะ

51b2de06bb3fe6def6f24d1ad348f68e.jpg

พิธีกร : ผมถามกลับไปที่กลไกลที่พระอาจารย์บอก ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค พระอาจารย์มองภาพรวมของสังคมตอนนี้เป็นอย่างไร สภาพจมน้ำที่พระอาจารย์เห็นอยู่ทุกวันนี้อ่ะครับ

พระศักดา : ตอนนี้คนกำลังจมอยู่กับความทุกข์เกือบจะทุกมิติเลย พระอาจารย์มองเห็นชัดสุดเลยคือ คนมีความทุกข์เพราะว่าไม่มีเงินในกระเป๋าแต่ลืมมองไปว่าจริงๆแล้วเรามีวัตถุดิบที่เป็นพื้นฐานของชีวิตที่ดีกว่านี้ที่สุดก็คือ ความสุขในใจแต่สังคมก็เลยมุ่งไปในเรื่องของว่า เอาโลโก้ของความมีชีวิตมาวัดคือว่ามีเงินมีทองมีทรัพย์มีสินมากน้อยแค่ไหนแม้แต่การสวดมนต์บางทีไหว้พระสวดมนต์พนมมือแล้วมีการโชว์แหวนด้วยนะ ก็เลยกลายเป็นว่าความทุกข์ของคนคือการที่จะเติมเต็มในเรื่องของเงินทองจนลืมสุขที่แท้จริงคือ ใจ

พิธีกร : ท่านพิจารณาหัวข้อของเรื่องนั้นในวันนั้นๆจากอะไรว่าวันนี้จะเสนอเรื่องอะไร
พระศักดา : แล้วแต่สิ่งที่เห็นแล้วแต่ว่าจะเจออะไร?

พิธีกร : ผมสงสัยว่าบทความหมายที่ว่า แก้วก็เล่าไปแล้ว โต๊ะก็เล่าไปแล้วอย่างงี้มีไหมครับท่าน
พระศักดา : พระอาจารย์คิดว่ามันไม่รู้จักหมดหรอกนะพื้นมันก็มีทั้งน๊อตมีทั้งสีใต้พื้นมันมีอะไรใต้พื้นอยู่ที่รองรับพื้น

พิธีกร : ผมเอาเรื่องพื้นเลย สมมุติพื้นที่นี้ พระอาจารย์จะเทศน์เรื่องพื้น

พระศักดา : ทดสอบปัญญาพระนะ ตรงนี้พระอาจารย์ก็กำลังพิจารณาพอถามปุ๊บสมองก็จะคิดแว็บกลับไปแล้วว่า ตอนนี้มีข่าวอะไรที่คนกำลังดูอยู่ เราก็จะได้พูดเรื่องพื้นให้เข้ากับข่าวที่คนกำลังสนใจอยู่ตอนนี้มันจะได้ไม่ดูเหมือนกับว่าเรากำลังพูดถึงเรื่องสมัยพุทธกาลพอบอกพุทธกาลปุ๊บคนก็ไม่อยากดู 2000 กว่าปี เจริญพรท่านทั้งหลายวันนี้อาตมาจะมาเสนองานพื้นบ้าน อาตมามองเห็นพื้นบ้าน

นิทานพื้นบ้านมันเป็นเรื่องของพื้นโลกนี้มีโอกาสที่จะให้เราไปเหยียบยืนอยู่ ณ จุดๆนึงไม่คิดจะยืนจุดๆนั้นก็ได้ดังนั้นถ้าหากว่าวันนั้นเป็นพื้นแบบนี้แล้วเราสามารถที่จะรักษาพื้นนี้ไว้ได้มีวิธีเดียวคือ เหมือนทฤษฎีคนโบราณกับปลา 1 ตัวที่บอกว่าทำอย่างไงถึงจะกินได้ทั้งปีก็แกง ต้ม ทอด แบ่งให้คนอื่นแล้วสุดท้ายคนอื่นก็จะมาแบ่งให้เราก็ขอให้ทุกท่านได้แบ่งปัน ถึงคราววิกฤตการณ์โควิดแบบนี้พี่น้องครับใครไม่มีบ้านอยู่ไม่มีที่อยู่มาบ้านผมนะครับเดี๋ยวผมทำกับข้าวให้กินโน้นนี่นั้นเมื่อแบ่งปันกันไปวันนี้เขาล้มแล้ว วันหนึ่งถ้าเราล้มเชื่อเถอะว่าเราจะได้ยืนอยู่ทุกพื้นที่ในโลกนี้ได้อย่างปลอดภัยก็เจริญพรกับธรรมมะวันนี้

e21b138a61664d777be47b0bac969955f12ff067740e8e4b67b6d9ba55322270.jpg

พิธีกร : แต่สิ่งที่ผมได้เห็นก็คือ พระอาจารย์จะเอาความเป็นจริงที่สัญลักษณ์เหล่านี้จะนำพาไปสู่เรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้วสอนและถ้าเป็นเรื่องใกล้ตัวเขาได้มากที่สุดยิ่งดีเท่านั้น

พระศักดา : แต่วันนี้อยากบอกสังคมในจุดหนึ่งบางคนก็อาจจะคอมเม้นต์ทำไมทุกครั้งที่พูดไปถึงไม่มีภาษาบาลีประกอบเลยไม่มีคำตรัสของพระพุทธเจ้าประกอบบ้างเลยทำไมล่ะ คิดจะเป็นศาสดาเองแล้วหรือไง โอ้โหคำนี้แรงนะซึ่งจริงๆอะโยมทุกเรื่องที่อาตมาพูดไปคือโยงใยเท่ากับคำสอนของพระพุทธเจ้าได้หมดนั่นแหละมันเหมือนกับเด็กกำลังคลานมาแบบเนี่ยถ้ามาตรฐานของคำที่ชวนเขากินข้าวคือขอเชิญรับประทานอาหารนะครับ

แต่คำของอาตมาอาจจะใช้คำว่า หม่ำๆ แล้วมันสามารถทำให้เด็กบรรลุวัตถุประสงค์คือ กินข้าวอิ่มได้มันก็น่าจะได้แล้วแหละเพียงแต่ไม่ได้ใช้คำบาลี อาตมาไม่เก่งเรื่องการใช้คำบาลีไม่ใช่นักเรียนบาลีก็แค่นั้นเองแต่เราก็ไม่ทิ้งหลักว่าเมื่อคนฟังจบแล้วปล่อยวางทุกอย่างเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปช่วยเหลือกันดีกว่ามีเมตตาเห็นไหมมันก็อยู่ในวงของศาสนานั่นแหละ

พิธีกร : สุดท้ายช่วงเวลาของโควิดมีผู้คนจำนวนมากมีความทุกข์ผมว่าสิ่งนึงที่พระอาจารย์ทำไปแล้วแน่ๆ 4,5 ปีแล้วก็คือมองไปที่รอบๆตัวแล้วมองเห็นประโยคในความเข้าใจความหมายของจิตใจของมนุษย์จริงๆแล้วท่านก็สอนแบบนั้น ผมคิดว่าถ้าผู้ชมยังไม่เคยชมก็ไปที่เฟสบุ๊คของพระอาจารย์มีคลิปจำนวนเยอะมากแต่ถ้าตรงนี้พระอาจารย์อยากจะฝากอะไรถึงท่านผู้ชมในช่วงเวลาที่ไม่ปกตินี้ครับ

พระศักดา : คือช่วงนี้เป็นช่วงภาวะที่ล๊อคอะไรหลายๆอย่างนะ ใจกำลังออกไปโลดแล่นกับเรื่องของความเร็วกับการหาเงิน หายศ หาตำแหน่งหาโน้นนี่นั้นจนลืมสิ่งที่มนุษย์เกิดมาเนี่ยควรจะต้องทำได้ที่สุดคือเกิดมาเพื่อที่จะท่องคาถาหายตัวให้ได้

โลกนี้เป็น อนัตตา มันไม่มีตัวตนอยู่เดิมทีอยู่แล้ว กายนี้ก็เป็นเพียงแค่ธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ ก็มี เวทนา สัญญาณ สังขาร วิญญาณ มันก็คือ รูปก็คือร่างกายมันอยู่ในกายนี้มันไม่มีตัวตนตั้งแต่เริ่มแรก มาระอัตตา เห็นตัวเห็นตนเพื่อที่จะละจากมันให้ได้แล้วเราก็จะได้มีความทุกข์น้อยลงเมื่อโควิดหายแล้วเราก็จะออกไปยืนสู้กับโรคได้อย่างมีความรู้สึกว่า ฉันกลับมาพร้อมสู้กับโรคที่จะไม่มีการสะทกสะท้านมากเพราะว่าฉันได้เห็นตัวเองแล้ว

ขอบคุณที่มา รายการเจาะใจ



 
อ่านทั้งหมด
แก้ไขล่าสุด: 1 กุมภาพันธ์ 2021

แชร์

#1