มองอนาคต EA และอนาคตประเทศไทย ในห้วงเวลาแห่งการช่วงชิงความเป็นศูนย์กลางรถยนต์ไฟฟ้า

แชร์หน้านี้

สมาชิก
  20 กันยายน 2022
เยี่ยมชม :  240    ถูกใจ :  1
ในวันที่ยานยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี เป็นเทรนด์ เป็นจุดหมายปลายทางที่ทั้งโลกจะมุ่งไป ชื่อของ EA หรือ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) ถูกสปอตไลท์ส่องในฐานะผู้นำของธุรกิจพลังงานสะอาด และผู้เล่นคนสำคัญในระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย
‘เทสลาเมืองไทย’ คือฉายาของ EA ในวันนี้
ขณะที่ สมโภชน์ อาหุนัย ผู้ก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ถูกขนานนามว่าเป็น ‘อีลอน มัสก์ เมืองไทย’
ถ้าย้อนไปเมื่อสัก 10 กว่าปีก่อน เราอาจจะไม่คุ้นชื่อ และถึงคั้นก็อาจจะไม่ได้คิดว่าบริษัทผลิตไบโอดีเซลจะเติบโตและขยายธุรกิจออกไปมากมายขนาดนี้ แต่ถ้าได้ฟังเรื่องราวของ EA จะเห็นว่าพวกเขาค่อนข้างมั่นใจในทุกก้าวย่างที่เริ่มทำอะไรใหม่ๆ ก่อนคนอื่น
EA เริ่มต้นจากการทำไบโอดีเซลในยุคที่รัฐบาลมีนโยบายผลักดันการนำไบโอดีเซลมาผสมในน้ำมันดีเซล พอเติบโตถึงจุดหนึ่ง ก็มีคู่แข่งเข้ามาเยอะ การแข่งขันสูงขึ้นในขณะที่ตลาดโตเต็มที่จนอิ่มตัวแล้ว
พวกเขาจึงหาทางกระจายความเสี่ยง เริ่มมองหาธุรกิจอื่นที่จะทำให้บริษัทโตขึ้นได้อีก และธุรกิจที่พวกเขามองเห็นคือ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเมื่อทำแล้วเติบโตดี ก็มีคู่แข่งเข้ามาเป็นร้อยราย ทำให้การแข่งขันยากขึ้น
EA ต้องหนีตัวเองเพื่อหาทางเติบโตต่อ โดยการทำโรงไฟฟ้าพลังงานลม ซึ่งเป็นเจ้าแรกๆ ที่ทำในยุคที่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ
ขณะที่กำลังรุ่งโรจน์กับธุรกิจโรงไฟฟ้า EA ก็พบจุดอ่อนว่า โรงไฟฟ้าที่ควรจะเสถียร กลับไม่เสถียร เพราะเมื่อผลิตไฟฟ้าเยอะ ส่งกระแสไฟฟ้าเยอะ ทำให้ระบบสายส่งเริ่มมีปัญหา ส่วนด้านการผลิตก็ไม่สามารถกะเกณฑ์ฝนฟ้าอากาศได้ ซึ่งนั่นจะเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตในระยะยาว EA จึงมองหาสิ่งที่จะมาแก้จุดอ่อนนี้ นั่นก็คือ energy storage หรือ แบตเตอรี่ โดยเข้าไปลงทุนในบริษัท อมิตา ในไต้หวัน
[​IMG]

ระหว่างศึกษาพัฒนาแบตเตอรี่ ก็พบว่าแบตเตอรี่ที่กำลังทำนั้นเป็นส่วนประกอบสำคัญในยานยนต์ไฟฟ้า ที่กำลังเป็นเทรนด์แห่งอนาคต EA จึงทำแบตเตอรี่ทั้งสำหรับใช้กับโรงไฟฟ้าและยานยนต์ไฟฟ้า แล้วก็ไปถึงขั้นผลิตยานยนต์ไฟฟ้า และทำสถานีชาร์จไฟฟ้า จนปัจจุบันกลายเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจครบทั้งวงจรของห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไฟฟ้า


EA ทำอะไรก็เป็นสิ่งที่ใหม่กว่าตลาดตลอด มีปัญหาความยากในการหาเงินทุนไหม
โดยธรรมชาติเวลาเราทำอะไรที่ใหม่ ซึ่งมันยังไม่มีข้อมูลเชิงสถิติย้อนหลังยาวๆ เพื่อให้ผู้ปล่อยกู้เกิดความมั่นใจ การที่จะไปหาเงินกู้นั้นคุยยากแน่นอนเป็นเรื่องธรรมดา เพราะคนปล่อยกู้เขาไม่แน่ใจว่าตลาดจะเป็นอย่างไร ธุรกิจจะโตไหม เพียงแต่ว่า EA มีฐานธุรกิจเดิมที่ค่อนข้างแข็งแรง เรามีเงินที่เราสร้างได้ในแต่ละปีค่อนข้างเยอะ ซึ่งก็พอจะเป็นฐานทำให้สถาบันการเงินเชื่อในระดับหนึ่ง และกล้าที่จะปล่อยเงินออกมา
แต่ก็ต้องบอกว่า เวลาเราเริ่มอะไรใหม่ เราก็ไม่ได้ต้องการเงินทุนมากนัก อาจจะเป็นหลายร้อยล้านบาท หรืออาจจะแค่พันล้านบาท เพราะฉะนั้นเงินอาจจะยังไม่ได้เป็นจุดที่ทำให้เราเกิดความยากลำบาก แต่แน่นอน มันจะมีจังหวะที่เราต้องขยาย แต่ตลาดยังไม่พัฒนาเร็วพอ สถาบันการเงินอาจจะยังไม่เชื่อมั่นถึงจุดที่เขากล้าปล่อย ฉะนั้นเราต้องมีการวางแผนการเงินกันค่อนข้างดี และใช้เครื่องมือทางการเงินเข้ามาช่วยเพื่อประคองตัวไป รอจนเวลาที่ตลาดพัฒนาและสร้างความเชื่อมั่นให้สถาบันการเงินมากพอ
[​IMG]

EA ได้ประโยชน์จากนโยบายต่างๆ ของรัฐ แล้วการที่อิงกับนโยบายภาครัฐมาก มันมีข้อเสียอย่างไรบ้าง

ธุรกิจที่อิงกับนโยบายรัฐ แน่นอนข้อดีของมันคือ พอรัฐประกาศนโยบายออกมา มันสร้างดีมานด์ขึ้นมาทันที โดยที่เราไม่ต้องไปพัฒนาตลาดเอง ประหยัดเวลา แต่ข้อเสียคือมันจะโตอยู่เท่านั้น เช่น นโยบายไบโอดีเซลผสม 10 เปอร์เซ็นต์ มันก็จะมีดีมานด์อยู่เท่านี้ วันนี้เราใช้ดีเซลสักประมาณ 60 ล้านลิตรต่อวัน แปลว่าก็จะมีความต้องการอยู่แค่นั้น เราไม่สามารถโปรโมตเพื่อทำให้ยอดขายไบโอดีเซลเกินวันละ 6 ล้านลิตรได้ มันมีข้อดีและข้อเสีย
รถยนต์ไฟฟ้าก็เหมือนกัน ถ้าเรายึดตัวเลข 30@30 ที่รัฐประกาศ คือภายในปี 2030 รัฐมีเป้าหมายผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ 30 เปอร์เซ็นต์ ทุกคนก็มองเป็นโอกาสว่ามันมีดีมานด์อยู่เท่านี้ แต่ข้อดีของรถยนต์ไฟฟ้าก็คือ ยังมีตลาดต่างประเทศ ซึ่งเราสามารถไปทำมาร์เก็ตติง และไปเอามาร์เก็ตแชร์จากประเทศเหล่านั้นได้ ฉะนั้น สิ่งที่ EA ต้องรีบทำในวันนี้คือ พยายามจะมองหาโอกาสและตลาดที่มันเหมาะกับเรา แล้วรีบลงไปพัฒนา

การที่ EA ทำรถยนต์ไฟฟ้าของตัวเอง เห็นโอกาสขนาดไหน หรือมองเป็นโชว์เคส
ตอนแรกเรามองโรงไฟฟ้าเป็นหลัก แต่พอเราเริ่มพัฒนาแบตเตอรี่ เราก็มองเห็นว่าตลาดรถยนต์มันมาเร็วกว่านั้น เราก็เริ่มคิดว่าในระหว่างที่รอให้ตลาดโรงไฟฟ้าพัฒนาไปให้คนยอมรับ เราก็สามารถเอาสินค้าของเราไปพัฒนาให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าได้ ซึ่งเรามองเห็นโอกาสว่ามันพอมีช่องว่างให้ผู้เล่นเล็กๆ อย่างเราได้แทรกตัวเข้าไป โดยเฉพาะตลาดรถยนต์เชิงพาณิชย์ ซึ่งยังไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจมากนัก เรามองเห็นว่าด้วยจุดแข็งของ EA คือเรามีแบตเตอรี่ที่สามารถชาร์จได้เร็ว มันเป็นจุดแข็งที่เหมาะกับรถเชิงพาณิชย์ เพราะรถที่ให้น้ำหนักและให้คุณค่ากับเรื่องการชาร์จเร็วจะเป็นรถเชิงพาณิชย์ที่ต้องวิ่งตลอดเวลา และระยะทางที่วิ่งค่อนข้างเยอะ เพราะฉะนั้นเราก็เลยมองเห็นโอกาสว่า ด้วยองค์ความรู้ที่เรามี ด้วยจุดแข็งของสินค้าของเรา มันน่าจะเหมาะกับตลาดที่เป็นเชิงพาณิชย์
เราก็เริ่มพัฒนาสินค้าของเรา ไม่ว่าจะเป็นรถบัสไฟฟ้า รถบรรทุกไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งเรือไฟฟ้า ซึ่งเราต่อยอดทำเรือไฟฟ้าขึ้นมาเพื่อพิสูจน์ในเชิงเทคโนโลยีว่า เรือไฟฟ้าซึ่งใช้แบตเตอรี่เยอะมาก เราก็สามารถทำได้ เป็นที่มาที่เราเริ่มต่อยอดทำเรื่องโรงประกอบยานยนต์ไฟฟ้า ขยายสถานีชาร์จไฟฟ้า เพื่อให้เกิดเป็นระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่ครบวงจร วันนี้ EA เป็นเบอร์ 1 เรื่องสถานีชาร์จ เราเป็นคนแรกที่ติดตั้งสถานีชาร์จในประเทศไทย วันนี้ก็เป็นเรื่องดีที่เริ่มมีบริษัทใหญ่ๆ หลายบริษัทกระโดดลงมาในอุตสาหกรรมนี้ เป็นการช่วยกันขยายเน็ตเวิร์กของสถานีชาร์จให้ผู้บริโภคมั่นใจว่า ขับไปที่ไหนก็สามารถหาสถานีชาร์จได้ เดี๋ยวพอเราสามารถทำแอปพลิเคชันที่รวบรวมเน็ตเวิร์กของทุกค่ายมารวมกันได้ มันจะทำให้ผู้บริโภคใช้งานง่ายขึ้น ไม่ว่าจะอยู่จุดไหนก็เสิร์ชหาได้
[​IMG]


สถานีชาร์จมีมาร์เก็ตแชร์มากถึง 70 เปอร์เซ็นต์?
วันนี้เรามีอยู่ประมาณ 500 จุดทั่วประเทศ ติดตั้งหัวชาร์จไปแล้วน่าจะ 2,000 กว่าหัว มาร์เก็ตแชร์ 70 เปอร์เซ็นต์โดยประมาณครับ ด้วยความที่เราโหมทำก่อนคนอื่น แต่ตั้งแต่ปีที่แล้วเป็นต้นมา มีหลายๆ บริษัทให้ความสนใจและกระโดดลงมาในอุตสาหกรรมนี้ ซึ่งผมว่าเป็นเรื่องที่ดี สุดท้ายผมเชื่อว่ามาร์เก็ตแชร์ของเราจะน้อยลง แต่เรื่องที่ดีก็คือ มันจะทำให้เน็ตเวิร์กสถานีชาร์จของประเทศไทยเติบโตและแข็งแรงเร็วขึ้น ถ้าเราทำอยู่คนเดียวมันก็คงไปช้า แต่ถ้ามีหลายๆ คนมาช่วยกันทำ ผมเชื่อว่าประเทศไทยก็จะเป็นประเทศที่มีเน็ตเวิร์กของสถานีชาร์จแข็งแรง และอาจจะล้ำหน้าประเทศอื่นๆ ในอาเซียน

คิดว่ามีอะไรที่ไทยต้องทำ ต้องพยายามเร่ง ต้องปรับปรุงกฎระเบียบ หรือในแง่ไหนบ้าง
ผมว่ารัฐบาลมองเห็นแล้วว่ายานยนต์ไฟฟ้าเป็นทั้งความท้าทายและโอกาส คือ เป็นโอกาสที่เราจะต่อยอดอุตสาหกรรมของเรา แต่เป็นความท้าทายคือ ถ้าเราไม่สามารถรักษาให้มันอยู่ในประเทศไทยได้ ประเทศไทยก็จะลำบาก วันนี้เอกชนกับรัฐบาลมองเห็นร่วมกันแล้ว และพยายามจะขับเคลื่อนในการจะผลักดันนโยบายสนับสนุนต่างๆ ออกมาเพื่อจูงใจให้เกิดอุปสงค์การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ผลักดันให้เกิดโรงงานลิเธียมแบตเตอรี่ในประเทศไทย ผลักดันให้สถานีชาร์จในประเทศไทยมีมากพอและครอบคลุมทั่วประเทศ
นี่คือสิ่งที่รัฐบาลตั้งโจทย์และกำหนดเป้าหมายว่าเราจะผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ 30 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2030 นี่เป็นเป้าที่ทำให้ผู้ประกอบการมองเห็นโอกาส ซึ่ง 30 เปอร์เซ็นต์ก็เป็นตัวเลขที่ใหญ่พอที่จะทำให้เกิดการลงทุนในระยะนี้ ซึ่งพอเอกชนมองเห็นความชัดเจนนี้ เอกชนก็จะเริ่มเกิดความมั่นใจ ทั้งค่ายรถที่เคยลงทุนในประเทศไทย และยังไม่เคยมาลงทุนในประเทศไทย ก็เริ่มมองเห็นประเทศไทยเป็นตัวเลือกหนึ่งที่เขาจะพิจารณาตัดสินใจว่าฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของเขาจะอยู่ที่ไหน
วันนี้ทั้งเอกชนและรัฐบาลต้องเร่งผลักดันเรื่องกฎระเบียบ หรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่งแน่นอน มันเป็นอุตสาหกรรมใหม่ เพราะฉะนั้น กฎระเบียบที่เมื่อก่อนเราเคยสร้างขึ้นมาเพื่อรถยนต์แบบหนึ่ง วันนี้ต้องมีการเอามาปรับปรุง อาจไม่ถึงขนาดต้องรื้อใหม่ทั้งหมด แต่คงต้องพยายามปรับปรุงเพื่อให้มันสอดคล้องกับลักษณะธุรกิจที่ปรับเปลี่ยนไป เอกชนก็ต้องช่วยสะท้อนทั้งโอกาสและปัญหา ในฐานะที่เป็นผู้เล่นในอุตสาหกรรมนี้
ผมว่าวันนี้บรรยากาศค่อนข้างดี แต่แน่นอนทุกประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะอินโดนีเซียกับเวียดนาม เขาก็อยากจะเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ จะเห็นว่าเขาพยายามผลักดันหลายอย่าง อย่างอินโดนีเซีย เขาชูเรื่องที่เขามีเหมืองแร่นิเกิลค่อนข้างเยอะ ซึ่งแร่นิเกิลมันเป็นแร่ตัวหนึ่งที่เป็นส่วนสำคัญในการผลิตลิเธียมแบตเตอรี่ ส่วนเวียดนามก็มีนโยบายที่ค่อนข้าง aggressive ที่จะทำยังไงก็ได้ให้เขาสามารถที่จะแซงประเทศไทยได้
เราเป็นเบอร์ 1 มานาน 30-40 ปีมานี้เราคือเบอร์ 1 ของอาเซียนในเรื่องการผลิตรถยนต์ อินโดนีเซียกับเวียดนามเขาก็มองเราเป็นเป้าหมายที่เขาจะแซงให้ได้ ซึ่งเราเองก็ต้องวิ่งแข่งกับคนอื่น ไม่ใช่แค่ว่าเราทำตัวให้น่าสนใจในวันนี้ แต่เราต้องมองคู่แข่งด้วยว่าเขาทำอะไรอยู่ แล้วเราจะวิ่งเร็วกว่าเขาได้อย่างไร ผมว่าอันนี้เป็นความท้าทาย ซึ่งบริษัทเอกชนต่างๆ ที่ลงทุนอยู่ในประเทศไทย เราก็ต้องพยายามช่วยกันผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง

ได้เสนออะไรไปแล้วบ้าง
มีการพูดกันหลายเรื่อง เป็นการตกผลึกร่วมกันระหว่างรัฐบาลกับเอกชนที่อยากจะกระตุ้นดีมานด์ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างเร็ว จากนี้ไปคงมีนโยบายที่ออกมาส่งเสริมอีกสองเรื่องใหญ่ๆ ก็คือเรื่องโรงงานผลิตลิเธียมแบตเตอรี่ กับสถานีชาร์จ
แบตเตอรี่เป็นชิ้นส่วนที่สำคัญที่สุดในรถยนต์ไฟฟ้า เพราะมันเป็นชิ้นส่วนที่มีมูลค่ามากที่สุด ในรถยนต์ไฟฟ้า 1 คัน มูลค่าประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์คือแบตเตอรี่ เพราะฉะนั้นประเทศไทยต้องทำยังไงก็ได้ให้เกิดโรงงานผลิตลิเธียมแบตเตอรี่ในประเทศไทยที่ใหญ่พอ ซึ่งวันนี้นอกจาก EA แล้วบริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศไทยก็มีการประกาศออกมาแล้วว่าจะทำโรงงานลิเธียมแบตเตอรี่ในประเทศไทย

[​IMG]

จากมาตรการสนับสนุนที่ออกมา EA ได้รับอานิสงส์ มีบริษัทรถยนต์มาให้ผลิตแบตเตอรี่ให้เยอะไหม

ต้องเรียนว่าเพิ่งเป็นการเริ่มต้นพูดคุย ค่ายรถหลายแบรนด์ก็มาว่าจ้างอยากให้เราผลิตให้ เขาอาจจะมองว่าด้วยปริมาณการขายของเขาในช่วงสามสี่ปีนี้ อาจจะไม่ได้มี volume ใหญ่พอที่เขาจะคุ้มค่าที่จะมาสร้างโรงงานแบตเตอรี่เอง
 
อ่านทั้งหมด

แชร์

#1