ม.เทคโนโลยีสุรนารีจับมือ TCELSปล่อยของบนเวทีอินเตอร์ส่งนักวิทยาศาสตร์ไทย สู่สมรภูมิ START UP!’

แชร์หน้านี้

สมาชิก
  26 มกราคม 2021
เยี่ยมชม :  600    ถูกใจ :  0
142440690_1083223982144472_6525943882364717715_o.jpg

ซีรี่ย์ที่ปลุกไฟฝัน สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ ช่วงนี้คงหนีไม่พ้น เรื่องSTART-UP ซึ่งรู้หรือไม่ว่าในประเทศไทยเองก็มีสถานที่ ที่เหมือน SANDBOX,แหล่งบ่มเพาะคนรุ่นใหม่ที่คนมีความสามารถมากมายได้อวดศักยภาพ และพิเศษกว่านั้นคือ นวัตกรรมที่ถูกพัฒนาขึ้นไม่ได้เฉพาะด้านIT เท่านั้น

แต่คือการผสมผสานองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ ที่นำเอาเทคโนโลยีผสานเคมี ฟิสิกส์ ชีวะ เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ สุขภาพที่ในอนาคตจะไม่ใช่แค่พัฒนาคุณภาพชีวิตแต่ว่าจะกลายเป็นไลฟ์สไตล์!...และที่นั่นคือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี!ใครที่ชมเรื่อง START-UPแล้วคงเห็นความพยายามของทีมพระเอกนักพัฒนาซอฟต์แวร์อนาคตไกลที่ก่อตั้งบริษัทมาแล้วถึง 2 ปี แต่ก็ไปไม่ถึงไหนพยายามสร้างชื่อด้วยการส่งผลงานจนชนะเลิศระดับโลก

141927173_1083221495478054_3320899501469112922_o.jpg

แต่เมื่อต้องนำเสนองานกับนักลงทุนก็กลับไม่ประสบความสำเร็จสิ่งที่ทีมถนัดคือการเป็นนักประดิษฐ์ แต่ไม่ถนัดด้านการสื่อสารและทางออกคือพวกเขาต้องหา คนตรงกลาง หรือ นักบริหาร (CEO)ที่จะเป็นคนพาข้อมูลอรรถประโยชน์ของนวัตกรรม มาสื่อสารให้นักลงทุนเข้าใจการมี Mentor ที่อ่านเกมส์ขาด คอยปลุกปั้นทีม Start up ให้ผ่านในแต่ละด่านได้และนี่คือสิ่งที่เรามองเห็นใน นโยบาย “SUT Re-profile 2020”

ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีเพื่อให้มหาวิทยาลัยสามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในยุค Disruptive Technology และพร้อมก้าวสู่การเป็น“มหาวิทยาลัยแห่งการประกอบการ” ที่แท้จริงรองศาสตราจารย์ ดร.อนันต์ ทองระอา รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย นวัตกรรมและพัฒนาเทคโนโลยี มหาวิทยาลัย สุนารี กล่าวว่า
“มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.)เป็นมหาวิทยาลัยเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

141536347_1083222105477993_2078340612017777104_o.jpg

โดยการนำของท่านอธิการบดี รองศาสตราจารย์ ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณเราได้กำหนดยุทธศาสตร์และวางนโยบายที่ชัดเจน ภายใต้นโยบาย “SUT Re-profile 2020”ในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ดีที่สุดของประเทศ และเป็นมหาวิทยาลัยใน 200อันดับแรกของภูมิภาคเอเชียท่านอธิการบดีมีเป้าหมายที่จะขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยไปสู่การเป็น SocialEnterprise (SE)

หมายถึงการเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนและเป็นที่พึ่งของสังคมมหาวิทยาลัยให้ความสำคัญในเรื่อง การบริหารจัดการนวัตกรรม(Innovation management) มีหน่วยงานภายในชื่อ เทคโนธานี (Technopolis)ทำหน้าที่ในการบริหารจัดการนวัตกรรมจากงานวิจัยของคณาจารย์และนักวิจัยในมหาวิทยาลัย ไปสู่การปรับแปลง ถ่ายทอด และพัฒนาเทคโนโลยี

141764246_1083222135477990_2775433722923919774_o.jpg

เพื่อช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในประเทศในส่วนของการบ่มเพาะนักศึกษาให้มีความเป็นผู้ประกอบการนั้นมหาวิทยาลัยได้จัดตั้งสถานพัฒนาความเป็นผู้ประกอบการสำหรับนักศึกษา(Student Entrepreneurship Development Academy, SEDA)ทำหน้าที่ส่งเสริมและพัฒนาทักษะความเป็นผู้ประกอบการให้กับนักศึกษาเพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้กระบวนการคิดในการสร้างธุรกิจฐานนวัตกรรมใหม่ ๆ

โดยในช่วงระยะเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมา SEDAได้ร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และหน่วยงานต่าง ๆดำเนินโครงการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมเกิดใหม่ที่มีการเติบโตสูงโดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการจัดการเรียนการสอนและการดำเนินกิจกรรมเสริมหลักสูตรในการพัฒนาความเป็นผู้ประกอบการอย่างเข้มข้น รวมถึงการพัฒนาศักยภาพอาจารย์และพี่เลี้ยงในการพัฒนาความเป็นผู้ประกอบการมหาวิทยาลัยให้ความสำคัญ

141990199_1083222158811321_7065065857514602127_o.jpg

ในเรื่องการสร้าง Venture Ecosystem,Industrial Collaboration, Talents (คณาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษา) ที่มีmindset ในเรื่อง Entrepreneurship, การสร้าง Startups/Spin-offsและการสร้างผู้ประกอบการ (Entrepreneurs) ตัวอย่าง Startupจากแนวคิดของนักศึกษา อาทิ นวัตกรรมวัสดุผสม (Composite Material)จากพลาสติกรีไซเคิลและขยะจากอุตสาหกรรมเกษตรเป็นผลงานของนักศึกษาปริญญาตรี

สาขาวิชาวิศวกรรมพอลิเมอร์สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ ได้รับรางวัลผลงานนวัตกรรมยอดเยี่ยม Blue Ribbonในงาน Shenzhen Maker Faire 2019 ประเทศจีน ตัวอย่าง Spin-offที่ใช้ผลงานวิจัยและพัฒนาของมหาวิทยาลัย เช่นเทคโนโลยีการทำความเย็นแบบยิ่งยวด (Thermoelectric)เพื่อฟื้นฟูการบาดเจ็บหลังจากการผ่าตัดเป็นผลงานของศูนย์ความเป็นเลิศด้านวัสดุหน้าที่พิเศษขั้นสูง ร่วมกับศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีวกลศาสตร์ทางการแพทย์

141723375_1083222072144663_5456084000180898543_n.jpg

ได้รับทุนสำหรับพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อออกสู่ตลาดกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม อว. (TED Fund)”พาร์ทเนอร์ที่อ่านเกมส์ขาด : ‘เปิดประตูห้องแล็บ สู่สาธารณะพาผลงานสู่ระดับอินเตอร์’ทีเซลส์ (TCELS : Thailand Centre of Excellence for Life Sciences)หรือชื่อไทยว่า ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) คือ 1ในผู้เปิดเวทีให้กลุ่มสตาร์ทอัพด้าน Bio Sience ได้รู้จักกัน

สร้างเครือข่ายและนำเสนอผลงานสู่สารธารณะ จนถึงต่างประเทศ ดร.ศิรศักดิ์ เทพาคำผู้อำนวยการศูนย์ความเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ กล่าวว่า “บทบาทหน้าที่หลักของTCELS คือพัฒนาธุรกิจไลฟ์สไตล์ ให้ครอบคลุมตั้งแต่อินฟราสตรัคเจอร์การอบรม การทำให้เกิดธุรกิจ การเชื่อมโยงเครือข่ายการสร้างให้เกิดการลงทุนด้านไลฟ์สไตล์ ตอบโจทย์การนำงานวิจัยจากห้องแล็บมาสู่โลกภายนอกการสร้างพื้นที่ให้กลุ่มสตาร์ทอัพด้าน Bio Sciencesเราเริ่มตั้งแต่พาเขาไปดูงานที่เมืองนอก จนเกิดไอเดียและความคิดสร้างสรรค์

142161714_1083222038811333_5448240981460529172_n.jpg

บางคนได้คอนเน็คชั่น ได้พาร์ทเนอร์ นำมาต่อยอดให้กับงานตัวเอง สิ่งที่เป็นindicator บอกว่าอุตสาหกรรมเข้มแข็งหรือไม่ คือการจัด Exhibition รวบรวมStakeholder มาให้ได้บ่อยและสม่ำเสมอเพราะนั่นหมายถึงอุตสาหกรรมเราเข้มแข็งพร้อมต่อการเติบโตและด้วยนโยบายของรัฐที่ให้เพิ่มขีดความสามาถในการแข่งขันส่วนหนึ่งถ้าเราจะแข่งขันได้เราต้องไปตลาดโลกได้ด้วย ทางTCELSก็จะพาผู้ประกอบการ หน่วยงานไปออกงานในต่างประเทศ

ให้เขารู้สึกว่าเขาหาpartner หา Collaborator ได้และเราเองก็มีการเพิ่มโอกาสโดยการดึงนักลงทุนเข้ามา เช่น งาน Bio AsiaPacific2020 ที่เพิ่งจบไป ในหัวข้อ Virtual Conference 47 หัวข้อมีผู้เข้าร่วมออนไลน์ 545 คนเกิดความร่วมมือในการพัฒนาเมืองการแพทย์อมตะเมดิทาวน์ การตั้ง ThailandLife Sciences Cluster (TLSC) ซึ่งเป็น Life Sciences Clusterแรกของประเทศและคาดว่าจะมีการต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการไม่น้อยกว่า 5

143512862_1083222062144664_2970605797682089531_o.jpg

ผลิตภัณฑ์และบริการ คาดว่าจะสร้างงาน สร้างอาชีพและเม็ดเงินที่เกิดจากการลงทุนมากกว่า 1,500 ล้านบาท”START UP หน้าใหม่ : หา Pain point ของ Customerเพื่อดูว่าเราจะช่วยเขาได้อย่างไร“ในการที่จะทำงานวิจัยหรือนวัตกรรมใดเราต้องศึกษาว่าผู้บริโภคมีปัญหาอะไรและเราจะเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาเขาอย่างไร” ศิริเพ็ญ รัตนสมบูรณ์ชัยหนึ่งในทีมวิจัยอุปกรณ์วัดระดับน้ำตาลในเลือดจากลมหายใจเพื่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน ในชื่อ DM Sense เล่าถึงที่มา

“เริ่มแรกจากงานวิจัยหลักสูตรปริญญาโท นวัตกรรมชีวการแพทย์จะได้เรียนทั้งด้านวิศวะ การแพทย์ และการเป็นผู้ประกอบการเรามองว่างานวิจัยนี้น่านำไปต่อยอด รวมถึงการได้ไปศึกษา pain pointของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ต้องเจาะเลือดที่ปลายนิ้วทุกวัน วันละหลายครั้งซึ่งการเจาะเลือดทุกวันทำให้มีแผลที่นิ้ว และผู้ป่วยเบาหวานก็เป็นแผลหายยาก จึงมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อจึงคิดว่าน่าจะมีวิธีอื่นไหมที่ตรวจโรคเบาหวานได้โดยไม่ต้องเจาะเลือด ทางทีมสนใจการตรวจจากลมหายใจDM Sense

563000010957406.jpg

วัดจากอะซีโตนที่ออกมาจากลมหายใจอีกทีนึงซึ่งค่าอะซีโตนมีความสัมพันธ์กับค่าน้ำตาลในเลือด คือ ค่าน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นค่าอะซีโตนในลมหายใจก็เพิ่มขึ้น การพัฒนานี้เรามองไปที่ Home Useเพื่อผู้ป่วยเบาหวานไว้ใช้ตามบ้านได้เลย ซึ่งคาดว่าจะนำมาใช้ได้อีกภายใน 1-2 ปีภายหลังจากได้รับการรับรองมาตรฐานแล้ว”นักพัฒนา : ความสร้างสรรค์และนวัตกรรมคือการผสมผสานชิ้นงานวิทยาศาสตร์ให้จับต้องได้และเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของโลกอนาคต

ระบบการถ่ายภาพจอประสาทตา ด้วยเทคโนโลยี OCT 3D Retinal Scan :การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษา เราป้องกันได้ตั้งแต่ Early Stage“รู้ไหมครับว่าโรคเกี่ยวกับตานี่ต้องรอให้เป็นก่อนถึงจะเริ่มกระบวนการรักษา”รศ.ดร.พนมศักดิ์มีมนต์ อาจารย์ที่ปรึกษา งานวิจัยระบบการถ่ายภาพจอประสาทตา (non invasive3 d retina scanner) บอกเล่าถึงที่มาของนวัตกรรมชิ้นนี้“ในประเทศไทยยังต้องนำเข้าเครื่องนี้ ตกเครื่องละ 3-4 ล้านบาท

141157770_1083223962144474_3836166340777769741_o.jpg

จึงมีแค่ตามโรงพยาบาลใหญ่ๆ ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ยากส่วนใหญ่จึงต้องรอจนกว่าโรคทางตาจะแสดงอาการเพื่อให้การวินิจฉัยแม่นยำแล้วจึงค่อยเริ่มกระบวนการรักษา” ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเข้าสู่กระบวนการรักษา ค่ายาค่าเข็มก็เริ่มต้นที่หลักพันถึงหลักหมื่น“เครื่องตรวจวัดสายตาแบบ 3D นี้ ใช้ระบบเทคโนโลยี OCT

ประโยชน์ของเครื่องนี้คือการดูอะไรก็ตามที่มีขนาดเล็กและมีความลึกด้วยนั่นก็คือจอประสาทตาของคนเราซึ่งระบบเดิมการดูจอประสาทตาจะสามารถดูได้แค่พื้นผิวเท่านั้นระบบเทคโนโลยี OCT นี้ทำให้เราเห็นใต้จอประสาทตาลงไป
เมื่อมีอะไรก็ตามที่ผิดปกติตั้งแต่ในระดับไมครอนเราจะเจอก่อนและบอกได้ว่าเราต้องรักษาแล้วเป็นการตรวจตั้งแต่ Early Stage เห็นความผิดปกติตั้งแต่ระยะแรก

ผู้ป่วยก็รักษาได้ไวโรคเกี่ยวกับดวงตาไม่เหมือนโรคทั่วไปที่เมื่อรักษาจะมีการสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนแต่ดวงตาเมื่อเป็นแล้วรักษาไม่ได้ทำได้แค่การยับยั้งและหยุดความผิดปกติดังนั้นถ้าเราตรวจพบตั้งแต่แรกๆก็จะทำให้ผู้ป่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นเกี่ยวกับโรคจอประสาทตา อาทิ โรคต้อหินรวมไปถึงโรคความดันตา โรคเบาหวาน และโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวกับจอประสาทตาด้วยสำหรับเครื่องนี้ยังอยู่ในช่วงการทดลองในห้องแล็บ

ทางทีมได้มีการนำระบบ AIเข้ามาช่วยวิเคราะห์ผล คาดว่าน่าจะเริ่มได้ใช้อีกประมาณ 2 ปี”Electrospinning & 3D Printing Technology :ความสำเร็จของเราคือการขึ้นรูปเส้นใยขขนาดเล็กระดับนาโนให้ออกมาเป็นรูปทรง 3 มิตินั่นหมายถึง ‘ความฝันในการสร้างอวัยวะเทียมอยู่อีกไม่ไกล’“ความฝันของผมเลยนะ อีก 3-5 ปี เราอาจจะทำอวัยวะเทียมอย่างกระเพาะปัสสาวะ ปอด หลอดเลือด และหัวใจ ได้จากเครื่องนี้”
 
อ่านทั้งหมด

แชร์

#1