ระดับฮอร์โมน AMH วัดความเสี่ยง “มีบุตรยาก”

แชร์หน้านี้

ผู้ดูแล
  19 กันยายน 2019
เยี่ยมชม :  1,710    ถูกใจ :  6
นพ.ธีรยุทธ จงวุฒิเวศย์ 01.jpg
นพ.ธีรยุทธ์ จงวุฒิเวศย์ สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และหัวหน้าศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร รพ.พญาไท 2 เปิดเผยว่า

ปัจจุบันมีคู่แต่งงานที่ประสบปัญหาการมีบุตรยากถึง 40% ส่วนใหญ่เรามักจะไม่พบสาเหตุ ซึ่งปัญหานี้ไม่สามารถโทษว่าเป็นความผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ ตามสถิติระบุว่าคู่สมรสที่ประสบภาวะมีบุตรยากที่ทราบสาเหตุมักจะมีสาเหตุจากฝ่ายชายและฝ่ายหญิงในอัตราเท่า ๆ กันนั่น คือ ฝ่ายหญิง 40% และฝ่ายชาย 40% มีสาเหตุจากทั้งสองฝ่าย 20%

“การมีบุตรยากในผู้หญิงอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นโรคทางพันธุกรรม การฉายรังสีที่อาจส่งผลให้รังไข่ทำงานผิดปกติ รวมไปถึง วิถีชีวิตปัจจุบันที่เกิดภาวะความเครียดได้ง่าย อีกหนึ่งสาเหตุที่สำคัญของการมีบุตรยาก คือ เรื่องของอายุของฝ่ายหญิง

เนื่องจากในปัจจุบันคนแต่งงานกันช้าลง กว่าจะพร้อมมีลูกก็ตอนที่อายุมากแล้ว ปกติแล้วผู้หญิงเรามีไข่ในรังไข่จำกัด ไข่เหล่านี้ไม่สามารถเพิ่มจำนวนหรือสร้างขึ้นใหม่ได้ เมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์หรือเริ่มมีประจำเดือนครั้งแรก จะมีไข่เพียง 3-4 แสนฟอง และในแต่ละเดือนจะมีไข่หลายใบโตขึ้นเพื่อแข่งขันกัน และตกออกมาใช้งานเพียง 1 ฟองเท่านั้น

พออายุมากขึ้น จำนวนไข่จึงเริ่มน้อยลง คุณภาพก็ด้อยตามลงไป
จึงเป็นผลให้ ผู้หญิงช่วงวัย 40-49 ปีขึ้นไป ประสบปัญหาการมีบุตรยาก และ เมื่ออายุ 49-50 ปีจะเป็นช่วงเข้าสู่วัยทอง รังไข่หยุดทำงาน ประจำเดือนหมด และจะไม่สามารถมีลูกได้

แต่สาวๆที่แต่งงานเร็วก็อย่าเพิ่งชะล่าใจ! เพราะมีโอกาสจะเป็น ภาวะรังไข่เสื่อมก่อนกำหนด (Premature Ovarian Insufficiency: POI) หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้มีบุตรยากได้เช่นกัน โรคนี้พบในคนอายุต่ำกว่า 40 ปี ที่รังไข่ทำงานลดน้อยลงหรือเหลือปริมาณไข่ในรังไข่น้อย จึงทำให้คุณผู้หญิงเสี่ยงต่อการมีบุตรยาก

สาเหตุอาจเกิดจากโรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน โรคทางพันธุกรรม การรับคีโม หรือ ฉายรังสีเพื่อรักษาโรค และเรายังพบว่ามีคนไข้จำนวนมากที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดเช่นกัน ที่สำคัญก็คือในระยะเริ่มต้นของภาวะรังไข่เสื่อมก่อนกำหนดจะไม่มีการแสดงอาการแต่อย่างใด และจะส่งสัญญาณประจำเดือนมาไม่ปกติ เมื่อรังไข่เริ่มเสื่อมไปมากแล้ว

แต่อย่างไรก็ตาม คุณผู้หญิงสามารถรู้ว่าตัวเองเป็นภาวะรังไข่เสื่อมก่อนกำหนดได้นั้น เราอาจใช้การตรวจฮอร์โมน AMH ในการตรวจคัดกรองได้ แนะนำว่าผู้ที่มีความต้องการจะมีบุตรตั้งแต่อายุ 35 ปีขึ้นไป ควรรีบตรวจให้แน่ใจ แม้จะไม่ได้มีอาการประจำเดือนมาไม่ปกติก็ตาม

AMH
หรือ Anti-Mullerian hormone เป็นฮอร์โมนหนึ่งของผู้หญิง จะมีปริมาณสัมพันธ์กับจำนวนไข่ใบเล็ก ๆ (antral follicles) ในรังไข่ แพทย์จึงใช้ฮอร์โมนนี้ในการตรวจวัดปริมาณของไข่ในรังไข่ได้ ซึ่งการตรวจ AMH นี้เป็นการตรวจแบบใหม่ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในต่างประเทศ ด้วยความแม่นยำในการตรวจที่มากกว่าการตรวจด้วย FSH: Follicle-Stimulating hormone หรือ การทำอัลตราซาวน์นับฟองไข่ในวันที่ 2-3 ของประจำเดือน

มีวิธีการตรวจง่าย ๆ เพียงแค่ เจาะเลือดเพื่อตรวจหาระดับ Anti-Mullerian hormone (AMH) และส่งตัวอย่างเลือดไปยังห้องแล็บ ซึ่งจะทราบผลการตรวจได้ภายใน 1-2 วัน หากระดับ AMH สูง แสดงว่าไข่มีปริมาณมาก ถ้าระดับค่า AMH ต่ำ ก็แปลว่าไข่เหลือในปริมาณน้อย การตรวจดังกล่าวจะทำให้รู้ว่าเราต้องรีบเร่งที่จะมีลูกในเวลาอันรวดเร็ว หรือจะปล่อยให้มีแบบไปเรื่อย ๆ ได้อีกนาน

เนื่องจากผลตรวจดังกล่าวจะทำให้เรารู้ว่ารังไข่ทำงานเป็นอย่างไร ปกติหรือไม่ จะได้วางแผนการมีบุตรต่อไปได้อย่างวางใจ นอกจากนั้นแล้วเรายังสามารถใช้ AMH ในการทำนายการตอบสนองของรังไข่ว่าจะตอบสนองมากน้อยเพียงใดหากเข้ารับการกระตุ้นรังไข่ในกระบวนการของเทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร และใช้ทำนายการตอบสนองรังไข่ว่าจะมีความเสี่ยงของการเกิดภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไปหรือไม่ได้อีกด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลที่คุณผู้หญิงควรรีบมาตรวจ AMH เพื่อเตรียมความพร้อมในการตั้งครรภ์ต่อไป

“ปัจจุบัน ภาวะมีบุตรยากเป็นปัญหาของคู่แต่งงานหลายคู่ แต่ด้วยเทคโนโลยีด้านการแพทย์ที่พัฒนามากขึ้นก็เป็นตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้การมีบุตรไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ศูนย์รักษาภาวะมีบุตรยาก โรงพยาบาลพญาไท 2 มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการมีบุตรยาก พร้อมเทคโนโลยีและนวัตกรรมการแพทย์รองรับการรักษาที่หลากหลายรูปแบบ

ดังนั้นคู่รักที่วางแผนจะมีบุตรในอนาคต ควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์พร้อมตรวจสุขภาพเบื้องต้น เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมล่วงหน้าสำหรับการมีบุตรต่อไป” นพ.ธีรยุทธ์ จงวุฒิเวศย์ สรุป

สนใจเข้ารับคำปรึกษาจากคุณหมอผู้เชี่ยวชาญสามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์รักษาภาวะมีบุตรยาก โรงพยาบาลพญาไท 2 อาคาร B ชั้น 10 โทร 02-617-2444 ต่อ 1057-8 Call center 1772
 
อ่านทั้งหมด

แชร์

#1