สภาวะที่น่าเป็นห่วง นักวิชาการด้านสังคมผู้สูงวัยเผยคนไทยไม่ได้เตรียมความพร้อมเพื่อก้าวสู่สุงคมผู้สูง

แชร์หน้านี้

ผู้ดูแล
  18 กันยายน 2017
เยี่ยมชม :  371    ถูกใจ :  11
1.jpg

ผศ.ดร. วีรณัฐ โรจนประภา

เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสร่วมเวทีเสวนาสร้างความตระหนักรู้ สู่การวางแผนบริหารชีวิตสำหรับคนโสด เพื่อการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและยั่งยืนก่อนเข้าสู่การเป็นผู้สูงวัย ในหัวข้อ “อยู่อย่าง โสด สูงวัย หัวใจสตรอง เทรนด์ใหม่มาแรง” โดยความร่วมมือจาก 3 สถาบัน ได้แก่ สถาบันคิดใหม่ สมาคมบ้านปันรัก และกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

นับเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ทรงคุณค่าและมีประโยชน์มากเลยครับ คนส่วนใหญ่อาจจะยังไม่ทราบว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 เป็นต้นมาประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ คือมีประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปอยู่ประมาณ 10% จากประชากรทั้งประเทศ สถานการณ์นี้เป็นผลมาจากหลายเหตุปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการลดภาวะการเจริญพันธุ์อย่างรวดเร็ว รูปแบบการดำเนินชีวิตที่นิยมการครองตนเป็นโสด หรือสุขที่จะอยู่คนเดียวมากขึ้น การลดจำนวนการมีบุตรลง รวมถึงการลดลงของระดับการตายประชากรอย่างต่อเนื่องจากความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ ทำให้จำนวนสูงผู้วัยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

2.jpg

นอกจากเรื่องการรักษาสุขภาพเพื่อเตรียมความพร้อมสู่วันสูงวัยแล้ว การวางแผนด้านอื่นๆก็มีความสำคัญไม่น้อย เช่นเรื่องของปัจจัยในการดำรงชีวิต ซึ่งตามข้อมูลจากธนาคารไทยพาณิชย์ระบุว่า ผู้สูงวัย

ไทยเกินกว่าครึ่งดำรงชีวิตจากรายได้ที่ได้มาจากผู้อื่น นั่นคือมีผู้อุปถัมภ์ดูแล และมีแนวโน้มลดน้อยลงเรื่อยๆ และผู้สูงวัยอีกเป็นจำนวนมากที่ยังต้องทำงานอย่างหนัก เพื่อการหาเลี้ยงชีพด้วยตนเองซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงหากผู้สูงวัยยังมีความจำเป็นต้องหาเลี้ยงชีพอยู่ กรมจัดหางาน ก็ยังมีการจัดการเพื่อเชื่อมโยงงานกับผู้สูงวัย ซึ่งมีหลายหน่วยงานที่ยังรับผู้สูงวัยเข้าทำงาน เช่น ซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์, บิ๊กซี, ซีพีออล์ เป็นต้น แต่ที่สำคัญที่สุด ผู้สูงวัยเองต้องทำหัวใจให้เข้มแข็ง ให้มีพลังในการใช้ชีวิตในแต่ละวัน อย่างมีคุณค่าและมีความสุขที่สุข

นอกจากนี้แล้ว เรื่องของที่อยู่อาศัยก็ต้องเตรียมปรับสภาพบ้านให้รองรับการอยู่อาศัยในวันสูงวัย มีความพร้อมในอุปกรณ์ช่วยเหลือต่าง ๆ และถ้าสูงวัยแล้ว อย่าอยู่บ้านให้เหงาและเฉา ถ้าออกจากบ้านได้ต้องออกเพื่อคลายเหงา ภาครัฐมีโรงเรียนผู้สูงอายุอยู่ในหลายภูมิภาค เปิดโอกาสให้ได้เข้าไปเรียนรู้หรือปรับตนเอง เพื่อถ่ายทอดภูมิปัญญาแก่ลูก ๆ หลาน ๆ ต่อไป และในกรณีที่ผู้สูวัยอยู่คนเดียว ก็ควรมีการจับกลุ่ม มีระบบเพื่อนบ้าน อาสาสมัคร เพื่อดูแลกันและกัน สร้างชุมชนท้องถิ่นแห่งการเอื้ออาทร ดูแลกันและกัน

ในฐานะที่ผมเป็นนักวิชาการด้านสังคมผู้สูงวัย ผู้อำนวยการสถาบันคิดใหม่ และนายกสมาคมบ้านปันรัก ผมมีความเห็นว่าเรื่องผู้สูงวัยเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง แม้หลายหน่วยงานจะมีเครื่องมือที่ทำให้เราเห็นตัวเลขว่า เราควรมีเงินเก็บมากเท่าใด จึงจะเพียงพอต่อการดำรงชีวิตในบั้นปลาย

แต่จากที่ผมได้เก็บข้อมูลและศึกษาถึงมุมคิดทางด้านนี้มาอย่างต่อเนื่องกลับพบว่า ถึงแม้ผู้สูงอายุจะสามารถเก็บเงินได้ตามเป้าหมายที่ถูกจากหลายสำนักระบุไว้ แต่ก็ไม่มีวันรู้สึกว่าเพียงพอต่อการดำรงอยู่อย่างแท้จริง เพราะจิตใจของผู้สูงวัยนั้น ยังคงรู้สึกไม่มั่นคงและหวาดกลัวในการดำเนินชีวิตในเรื่องปัจจัย 4 เกิดความกังวลใจจนไม่อาจสามารถวางใจได้

บทสรุป การวางแผนชีวิตง่าย ๆ ของคนโสด หรือคนที่วางแผนอยู่อย่างโสด หรือผู้ที่คิดว่าไม่อยากจะพึ่งลูกหลานในอนาคต หลังจากเกษียณแล้ว หากสุขภาพร่างกายยังแข็งแรง และได้นำความรู้ความสามารถมาสร้างคุณค่าและประโยชน์ให้แก่สังคม จะเป็นสิ่งยืนยันได้ว่า การใช้ชีวิตโสดของผู้สูงวัย เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมและมีคุณค่าอย่างมาก ซึ่งนับเป็นการได้ใช้ชีวิตที่มีคุณภาพ มีคุณค่า และมีความสุขเป็นที่สุด

ทั้งหมดนี้คือมุมมองส่วนหนึ่งจากงานเสวนา “อยู่อย่าง โสด สูงวัย หัวใจ สตรอง เทรนด์ใหม่มาแรง” ที่จัดขึ้น ท่านใดที่ต้องการติดตามกิจกรรมดี ๆ และเกร็ดความรู้ต่าง ๆ รวมไปถึงการแบ่งปันผลงานวิจัยดี ๆ สามารถติดตามได้ที่เพจ Kid-Mai by Dr.Veeranut หรือ @ Dr.Veeranut และเว็บไซต์ www.kid-mai.co.th
 
อ่านทั้งหมด

แชร์

#1