หยุดการเสพติดอย่างยั่งยืน..ต้องรักษา "ภาวะโรคร่วม"

แชร์หน้านี้

สมาชิก
  24 มีนาคม 2021
เยี่ยมชม :  2,051    ถูกใจ :  0
หยุดการเสพติดอย่างยั่งยืน..ต้องรักษา "ภาวะโรคร่วม"
บำบัดรักษาภาวะโรคร่วม.jpg

การเสพติดคือปัญหาใหญ่ทั้งของส่วนตัวและสังคมส่วนรวม แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่ตระหนักก็คือ "ต้นตอ" ของการเสพติดนั้น ไม่ได้อยู่ที่สารเสพติด แต่ส่วนใหญ่แล้วมักมาจากอาการเจ็บป่วยทางใจที่ซ่อนเร้นอยู่ ซึ่งเรียกกันว่า "ภาวะโรคร่วม"

และในอีกทางหนึ่ง การเสพติดทุกอย่างก็สามารถนำไปสู่การเกิดปัญหาทางสุขภาพจิต กลายมาเป็น "โรคร่วม" ที่ต้องรักษาควบคู่กันไป เพื่อหยุดการเสพติดอย่างเด็ดขาด และช่วยฟื้นฟูให้ผู้เสพติดกลับสู่การใช้ชีวิตแบบปกติสุขได้อย่างจริงแท้อีกด้วย

ภาวะโรคร่วมคืออะไร

ภาวะโรคร่วม (Co-Occuring Disorder) หมายถึงการที่ผู้ป่วยมีทั้งปัญหาการเสพติดและปัญหาสุขภาพจิตพร้อมกัน โดยแต่ละปัญหาสามารถทำให้เกิดอีกปัญหาหนึ่ง และเพิ่มความรุนแรงให้แก่กันได้ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่พบได้มาก ในกลุ่มผู้ที่มีปัญหาการเสพติดและปัญหาทางสุขภาพจิต โดยในต่างประเทศ วารสาร Journal of the American Medical Association ของสหรัฐฯ รายงานว่าร้อยละ 29 ของผู้ป่วยโรคทางจิต มีปัญหาการใช้แอลกอฮอล์หรือยาเสพติดด้วย และร้อยละ 37 ของผู้ที่ติดเหล้า และร้อยละ 53 ของผู้ติดยาเสพติด ต่างมีปัญหาเจ็บป่วยทางโรคทางจิตใจรุนแรงอย่างน้อยหนึ่งโรค

ในประเทศไทยเอง ก็มีรายงานการศึกษาวิจัยในวารสารสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ.2557 ระบุว่า จากการสำรวจในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ.2551 ในประชากรอายุ 15-59 ปี ก็พบว่า กลุ่มผู้ป่วยโรคผิดปกติทางอารมณ์มีปัญหาเรื่องการดื่มสุราร้อยละ 17.7 และจากการศึกษาวิจัยกลุ่มผู้ป่วยจิตเวชนอก ของโรงพยาบาลศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ก็พบว่าร้อยละ 86.2 มีการใช้สารเสพติดอย่างใดอย่างหนึ่งด้วย

ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ถึงความสัมพันธ์กันระหว่างการเจ็บป่วยทางจิตใจและการใช้สารเสพติด การรักษาการเสพติดที่มีประสิทธิภาพ จึงต้องรักษาทั้งภาวะเสพติดและการเจ็บป่วยทางจิตใจหรือ "โรคร่วม" ควบคู่กันไป

สัญญาณที่บ่งชี้ถึง "ภาวะโรคร่วม"
สัญญาณของภาวะโรคร่วมส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับประเภทของสารเสพติดที่ใช้ รวมถึงปัญหาสุขภาพจิตหรือโรคร่วมที่ซ่อนอยู่ การสังเกตสัญญาณของภาวะโรคร่วม จึงต้องสังเกตอาการทั้งสองส่วนร่วมกันนั่นก็คือ อาการของการเสพติดและอาการเจ็บป่วยทางจิตใจ โดยสำหรับอาการของการติดสารเสพติดนั้น แม้จะแตกต่างกันไปตามแต่สารเสพติดที่ใช้ แต่โดยทั่วไปแล้ว อาการต่อไปนี้อาจสามารถบ่งชี้ได้ถึงการเสพติด นั่นก็คือ
  • การตีตัวออกห่างจากเพื่อนและครอบครัว
  • การเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมแบบกะทันหัน
  • การไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ หากปราศจากสิ่งเสพติด
  • การขาดความรับดผิดชอบต่อหน้าที่การงานหรือการเรียน
  • การไม่สามารถหยุดใช้สารเสพติดได้ แม้จะทำให้เกิดปัญหาสุขภาพร่างกายหรือเกิดปัญหาความสัมพันธ์ส่วนตัว
  • มีอาการของการถอนพิษยา/ สุรา
สำหรับอาการของความเจ็บป่วยทางจิตใจนั้น แต่ละโรคก็ล้วนแตกต่างกัน แต่สัญญาณเหล่านี้อาจบ่งชี้ได้ถึงอาการเจ็บป่วยทางจิตใจที่ซ่อนอยู่ ได้แก่
  • มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องน้ำหนักและความอยากอาหาร
  • การนอนเปลี่ยนไป
  • อ่อนเพลีย ไร้เรี่ยวแรง
  • รู้สึกสิ้นหวัง หรือรู้สึกผิดและไร้ค่าอย่างรุนแรง
  • ไม่มีสมาธิ
  • มีความเครียดและความกังวลในระดับสูง
  • หัวใจเต้นเร็วหรือหายใจสั้นๆ
  • คลื่นไส้ ร่างกายสั่นเทา วิงเวียน
  • รู้สึกหงุดหงิดได้ง่าย
  • ปวดกล้ามเนื้อหรือปวดศีรษะ
  • รู้สึกมีความสุขอย่างมาก หรือหงุดหงิดอย่างมาก
  • โกรธเกรี้ยวอย่างรุนแรง
  • ไม่อยากหลับอยากนอน
  • การตัดสินใจผิดพลาดบกพร่อง และมีพฤติกรรมหุนหันพลันแล่น
  • มีอาการไฮเปอร์คือการอยู่ไม่สุข ขาดสมาธิ ไขว้เขวง่าย
อาการที่กล่าวถึงนี้ยังไม่ครอบคลุมอาการเสพติดและอาการของโรคทางจิตใจทั้งหมด แต่หากอาการใดที่กล่าวถึงไปในเบื้องต้นนี้ ตรงกับการเปลี่ยนแปลงที่คุณพบได้ในตัวเองหรือคนที่คุณรัก ก็ควรต้องปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญ เพื่อทำการประเมินและรับการรักษา

การเสพติดและการเจ็บป่วยทางจิต..อะไรเกิดก่อนกัน
การศึกษาชี้ว่าคนที่มีปัญหาอาการเจ็บป่วยทางจิต อาจพยายามที่จะใช้แอลกอฮอล์หรือยาเสพติด เพื่อเยียวยาอาการของตนเอง แต่ความพยายามนี้สามารถทำให้ปัญหาทางจิตใจนั้นเลวร้ายลงไปอีก และเป็นไปได้ว่าจะเปิดทางไปสู่อาการเจ็บป่วยทางจิตใจประเภทใหม่เพิ่มเข้ามาด้วย

ส่วนผู้ที่ยังไม่แสดงให้เห็นถึงปัญหาสุขภาพจิตใจ การใช้สารเคมีก็สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเซลล์สมอง ทำให้เกิดการเจ็บป่วยทางจิตใจได้ เช่น คนที่ใช้สารกระตุ้นในปริมาณสูงๆ อาจเกิดอาการโรคซึมเศร้า เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในสมองที่เกิดมาจากยา ซึ่งอาจอยู่เป็นเวลาหลายเดือนหรืออาจจะเป็นปีๆ หลังจากหยุดใช้ยาแล้ว

ดังนั้น การใช้สารเสพติดและโรคทางจิตใจจึงเป็นเสมือนวงจรอุบาทว์ ซึ่งสิ่งหนึ่งนำไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง และในขณะเดียวกันก็เพิ่มความรุนแรงให้แก่กัน โดยที่ไม่อาจตอบได้ว่าอะไรเกิดก่อนกัน และต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญการรักษาโรคร่วมในการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง

รักษาโรคร่วม...หยุดการเสพติดอย่างยั่งยืน

ในทางการแพทย์ การเสพติดเป็น "โรค" ที่ต้องรักษา เพื่อที่จะกลับสู่การใช้ชีวิตอย่างปกติสุขได้อีกครั้งหนึ่ง และในการรักษาโรคร้ายของการเสพติดให้ได้ผลยั่งยืน ก็ต้องรักษาโรคร่วมไปพร้อมๆ กัน เพราะ หากรักษาภาวะเสพติดเพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้รักษาปัญหาสุขภาพจิตที่เป็นต้นตอหลักของการเสพติดของเขา ผู้เสพก็มีโอกาสสูงที่จะกลับไปใช้ยาอีกครั้งเพื่อแก้ปัญหาสุขภาพจิตที่ยังไม่ได้ถูกเยียวยา

การรักษาภาวะโรคร่วมและการเสพติดจึงต้องใช้เวลาและความทุ่มเทอย่างมาก ซึ่งจะเป็นประโยชน์และได้ผลดี หากใช้ทีมนักบำบัดและผู้เชี่ยวชาญทีมเดียวกัน

ดังนั้นโรงพยาบาลหรือศูนย์บำบัดที่มีการรักษาแบบผู้ป่วยใน น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เนื่องจากผู้ป่วยจะได้อยู่ห่างไกลจากสภาพแวดล้อมและสิ่งกระตุ้นแบบเดิม รวมถึงได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมงจากทีมงานผู้เชี่ยวชาญ

สถานบำบัดยาเสพติดมีทั้งที่เป็นของรัฐบาลและเอกชน ซึ่งก็แน่นอนว่าศูนย์บำบัดยาเสพติดเอกชน มักมีข้อได้เปรียบ ทั้งในเรื่องความสะดวกสบายของสถานที่ ความไม่แออัดของผู้เข้ารับการรักษา ซึ่งทำให้ทีมงานของศูนย์บำบัดเอกชนสามารถดูแลเอาใจใส่ผู้ป่วยเป็นรายบุคคล ทำให้การรักษามีประสิทธิภาพ การรักษามุ่งเน้นให้ผู้ป่วยได้ฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจ พร้อมสอนการรับมือทั้งกับสิ่งกระตุ้นที่อาจจู่โจมเข้ามาอีก

แต่ไม่ว่าจะใช้ตัวเลือกการรักษาแบบใด สิ่งสำคัญที่ต้องระลึกไว้ก็คือ ภาวะโรคร่วมทางจิตใจและการเสพติดนั้นต้องรักษา
 
อ่านทั้งหมด
แก้ไขล่าสุด: 24 มีนาคม 2021

แชร์

#1