อมร ทรัพย์ทวีกุล กับเป้าหมายของ EA พลังงานบริสุทธิ์

แชร์หน้านี้

สมาชิก
  20 กันยายน 2022
เยี่ยมชม :  245    ถูกใจ :  1
เป้าปีนี้ของ EA ตั้งไว้อย่างไรบ้าง
ปีนี้เราหวังว่าเราจะเติบโตจากรถยนต์ไฟฟ้า ปลายปีที่แล้วเราเริ่มส่งมอบรถยนต์รถบัสไฟฟ้าให้ลูกค้าได้ประมาณ 120 คัน ปีนี้เราหวังว่าจะสามารถส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์รวมๆ 2,000 คัน แต่ถ้าเราสามารถเร่งให้ได้มากกว่านั้น เราก็คงพยายามจะเร่ง ตอนนี้เริ่มมียอดส่งมอบในไตรมาส 3 สัก 800-1,000 คัน
เป้าหมายที่เคยบอกว่าจะทำโรงงาน energy storage ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ต้องใหญ่ขนาดไหน คืบหน้าอย่างไร


อาจจะไม่ได้บอกว่าใหญ่ที่สุดในโลก แต่เป้าหมายของเราในวันที่เริ่มจะทำอุตสาหกรรมคือ เรามองว่าจะต้องไปให้ถึงสัก 50 GWh แต่คงไม่ใช่ซัพพลายที่จะป้อนตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเดียว มีตลาดโรงไฟฟ้าด้วย เรามองว่าในอนาคต โรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือพลังงานลม ซึ่งมีการติดตั้ง energy storage เพื่อให้การจ่ายไฟเสถียรขึ้น มันน่าจะมีอัตราการเติบโตสูง ด้วยเหตุปัจจัยมาจากการที่ทั้งโลกให้ความสำคัญเรื่องการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดคืออุตสาหกรรมพลังงาน
นั่นคือเหตุผลว่าทำไมวันนั้นเรามองที่ 50 GWh ซึ่งตอนที่เราประกาศมันใหญ่มาก มันดูเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่ถ้าเราดูพัฒนาการที่ผ่านมาสามสี่ปี หลายๆ ประเทศที่เริ่มประกาศจะสร้างโรงงานลิเธียมแบตเตอรี่ ส่วนใหญ่ก็ขนาดประมาณนี้ เป็นเรื่องปกติแล้ว 50 GWh ไม่ได้ใหญ่ถ้าเทียบกับตลาดของโรงไฟฟ้า ซึ่งวันนี้ตลาดโรงไฟฟ้ายังไม่ได้พัฒนาไปจนถึงจุดที่โตมากนัก แต่เราต้องคาดการณ์อนาคต ถึงแม้สุดท้ายจะได้สร้างหรือไม่ได้สร้างก็ต้องเตรียมพื้นที่ไว้ก่อน ถ้าสุดท้ายตลาดมันโตอย่างที่เราคิดจริง แล้วประเทศไทยเราแข็งแรง ยังเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า เรายังมีการส่งเสริมเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เป้าหมาย 50 GWh ก็เป็นไปได้

เป้าหมายระยะไกลกับระยะใกล้ของ EA วางไว้อย่างไรบ้าง
ถ้าโดยรวม เป้าไกลหน่อยเรายังอยากเป็นบริษัทที่เติบโตด้วยนวัตกรรม จะเห็นว่าที่ผ่านมาทุกครั้งที่ EA โต เรามีเรื่องนวัตกรรมเข้ามาตลอด และเราเชื่อว่าในโลกยุคปัจจุบัน ถ้าเราไม่สามารถสร้างสินค้าหรือบริการที่ใส่นวัตกรรมเข้าไปเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค มันก็ยากที่จะโต ซึ่ง EA เราชินแล้วกับการที่จะกระโดดไปทำอะไรใหม่ๆ ชินแล้วกับการที่จะมีนวัตกรรมเข้ามาในสินค้าและบริการ เราก็ปักธงว่าจะโตแบบนี้ต่อไป
นอกจากนั้น สิ่งหนึ่งที่เราอยากทำก็คือ อยากกลับมาสร้างโอกาสให้กับคนอื่นในสังคม เราเป็นบริษัทที่อยู่ในประเทศไทย ถ้าถึงวันหนึ่งเราโตจนแข็งแรงพอแล้ว มันเป็นหน้าที่ที่เราจะต้องทำให้สังคมแข็งแรง เราอยากสร้างโอกาสหรือต่อยอดให้บริษัทต่างๆ ในประเทศไทย หรือหน่วยงานการวิจัยต่างๆ ที่จะผลิตหรือคิดค้นนวัตกรรมอะไรก็แล้วแต่มาช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ ผมว่ามันจะดีกับประเทศในระยะยาว และผมเชื่อว่า การที่เราเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในประเทศนี้ ถ้าประเทศนี้โต ยังไงเราก็ได้ประโยชน์ เราคงไม่อยากเห็นตัวเองโตในขณะที่ประเทศไม่โต เพราะสุดท้ายในระยะยาวเราเองก็ไม่น่าจะอยู่ได้
แต่ถ้าถอยมานิดหนึ่ง เป็นภาพระยะกลาง เราต้องพยายาม deliver สิ่งที่เราสร้างหลายๆ โครงการให้ออกมาให้เป็นรูปธรรมให้ได้ โรงแบตเตอรี่เราก็มีเป้าหมายชัดเจน เราอยากจะขยายไปที่ 50 GWh อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์เราก็ต้องการทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับและมีการใช้อย่างแพร่หลาย และเราจะเอาโมเดลนี้ขยายไปยังต่างประเทศ สินค้าหลายๆ ตัวของเราที่เราเพิ่งเริ่มพัฒนาและเริ่มสร้าง ไม่ว่าจะเป็นสินค้าใหม่ๆ จากน้ำมันปาล์มก็มีอนาคต Biojet Fuel (น้ำมันเครื่องบินชีวภาพ) ก็เป็นตลาดหนึ่งที่มีโอกาสเติบโต ซึ่งประเทศไทยมีการปลูกปาล์มเยอะ เรามีต้นทุนที่ดี แล้วเราจะทำยังไงให้ต่อยอดเกิดเป็นเศรษฐกิจในประเทศไทย แล้วต่อยอดไปถึงการส่งออก ซึ่งถ้าเราสามารถเอาน้ำมันปาล์มมาผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มเยอะๆ ได้ เราก็สามารถแบ่งปันผลประโยชน์บางส่วนกลับไปให้เกษตรกร กลับไปให้โรงหีบ เพื่อให้เขามีรายได้ มีกำไรที่ดีขึ้น นี่คือภาพของ EA ที่เราอยากจะเป็นในช่วงสักห้าปีขึ้นไป

[​IMG]

ตั้งเป้าจะใหญ่ระดับโลกเลยไหม
แน่นอน เราต้องฝัน และในยุคที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเยอะ ถ้าเราสามารถทำสิ่งที่เราวางไว้ให้บรรลุได้ดี ผมว่ามันมีโอกาส แต่ก็อยู่ที่ตัวเราด้วย และอยู่ที่จังหวะโอกาสด้วยว่าเราจะวิ่งเร็วพอไหม เราจะสามารถพัฒนาและต่อยอดสิ่งที่เรามีให้มันดีและเร็วพอที่จะเอาชนะคู่แข่งได้หรือเปล่า วันนี้ EA ก็เริ่มมองการออกนอกประเทศมากขึ้น เพราะอุตสาหกรรมรถยนต์เป็นอุตสาหกรรมที่เป็นระดับภูมิภาคอยู่แล้ว ในภูมิภาคอาเซียนเราส่งออกด้วยภาษี 0 เปอร์เซ็นต์

แล้วสำหรับประเทศไทย เรื่องเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า คุณมองว่าไทยมีศักยภาพที่จะเป็นจริงไหม มีความท้าทายอะไรบ้างที่เราต้องระมัดระวัง ต้องดูเป็นพิเศษ
ต้องบอกว่าด้วยโครงสร้างพื้นฐานและปัจจัยพื้นฐานของประเทศไทย ผมว่าเรามีความพร้อมอยู่แล้ว เรามีบุคลากรที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้ เพราะว่าเราทำอุตสาหกรรมรถยนต์มายาวนาน เรามีองค์ความรู้ที่ถ่ายทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น เรามีสิ่งอำนวยความสะดวก เรามีโรงงานในอุตสาหกรรมรถยนต์เต็มไปหมด ถึงแม้รถยนต์ไฟฟ้ากับรถยนต์น้ำมันอาจจะมีองค์ประกอบที่ต่างกัน แต่มันไม่ได้ต่างกันทั้งหมด มันมีทั้งส่วนที่เหมือนกันกับส่วนที่ต่างกัน ฉะนั้นส่วนที่เหมือนกันเราก็มีพื้นฐานรองรับอยู่แล้ว เรามีประสบการณ์ เรามีเน็ตเวิร์กเกี่ยวกับอุตสาหกรรมนี้มายาวนานและมากพอ เรามีกำลังซื้อ ถ้าเทียบกับอินโดนีเซีย หรือเวียดนาม ต้องถือว่าเรายังมีกำลังซื้อที่ดีกว่าเขา
ประเทศไทยเรามีโครงสร้างพื้นฐานเรื่องระบบสายส่งไฟฟ้าที่ดีกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียน เรามีปริมาณไฟสำรองที่เหลืออยู่เยอะพอที่จะรองรับการเติบโตของการใช้ไฟจากอุตสาหกรรมจากรถยนต์ไฟฟ้า ด้วยเหตุปัจจัยพวกนี้ มันบอกว่าเราพร้อมอยู่แล้วที่จะลงไปเป็นผู้ท้าชิงคนหนึ่ง แน่นอนแต่ละประเทศก็มีจุดแข็งของตัวเอง วันนี้ต้องบอกว่าเรามีองค์ประกอบที่ได้เปรียบคนอื่นเยอะ แต่คงไม่ใช่ทุกเรื่อง

ถามว่าแล้วเราจะทำยังไง แล้วเรามีอุปสรรคอะไรในการที่เราจะก้าวขึ้นไปเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ก็ต้องบอกว่าด้วยความที่เราเป็นฐานการผลิตรถยนต์น้ำมันมาก่อน เพราะฉะนั้น บางทีมันก็จะมีแรงต้านว่าถ้าเราจะเปลี่ยนไปเป็นรถยนต์ไฟฟ้าโดยเร็ว แล้วอุตสาหกรรมเดิมจะไปอย่างไร แน่นอน เราไม่อยากเห็นการล้มหายไปของอุตสาหกรรมหนึ่งเพื่อการเกิดอุตสาหกรรมหนึ่ง ดีที่สุดที่เราอยากจะเห็นก็คือ อุตสาหกรรมหนึ่งค่อยๆ ชะลอตัวลง ในขณะที่อุตสาหกรรมหนึ่งก็เติบโตขึ้นมาเพื่อสอดรับ เพื่อทำให้ผลกระทบมันน้อยที่สุด
อันนี้คือความยาก ในขณะที่ประเทศอื่นบางประเทศเขาอาจจะไม่มีโรงงานรถยนต์ด้วยซ้ำ เขาอาจจะง่ายกว่าเราในมุมนี้ ก็คือโปรโมตอย่างเดียวเลย ของไทยด้วยความที่เราเป็นฐานเดิมของรถยนต์น้ำมัน อยู่ดีๆ จะบอกว่าปิดประตูรถยนต์น้ำมัน ไม่ต้องผลิตเลย แล้วหันมาโปรโมตอีวีอย่างเดียว มันไม่ได้ เพราะว่าอุตสาหกรรมเดิมก็ยังสร้างรายได้ และยังสามารถจะเติบโตต่อไปได้ในตลาดส่งออกบางประเทศ ฉะนั้นเรายังต้อง maintain (ประคับประคอง) มันอยู่
ผมว่าเป็นความท้าทาย และเป็นอุปสรรคที่ทำให้เราอาจจะพลาดได้ถ้าเราบริหารไม่ดีพอ ความหมายของคำว่าบริหารไม่ดีพอคือ เราอาจจะไม่สามารถสร้างสมดุลเพื่อทำให้อีวีโตได้เร็วพอ เพราะบางทีการที่เราประวิงบางนโยบาย มันอาจจะเป็นการไปดึงเพื่อชะลอการเติบโตของตลาด ซึ่งพอเราทำอย่างนี้ อาจจะมีตลาดอื่นที่โตแซงเรา ผู้ผลิตรถยนต์เขาอาจจะมองประเทศอื่นเป็นตัวเลือกมากกว่าเราได้ อันนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลและเอกชนจะต้องทำงานร่วมกันค่อนข้างเยอะ เพื่อที่จะทำให้อุตสาหกรรมเดิมคือรถยนต์น้ำมัน ยังเดินต่อไปได้ แล้วอีวีก็ยังโต และโตในเวลาที่เหมาะสมด้วย
[​IMG]
 
อ่านทั้งหมด

แชร์

#1
สมาชิก
  28 กันยายน 2022
เยี่ยมชม :  245    ถูกใจ :  2
เราเป็นฐานเดิมของรถยนต์น้ำมัน อยู่ดีๆ จะบอกว่าปิดประตูรถยนต์น้ำมัน ไม่ต้องผลิตเลย แล้วหันมาโปรโมตอีวีอย่างเดียว มันไม่ได้ เพราะว่าอุตสาหกรรมเดิมก็ยังสร้างรายได้ และยังสามารถจะเติบโตต่อไปได้ในตลาดส่งออกบางประเทศ ฉะนั้นเรายังต้อง maintain (ประคับประคอง) มันอยู่ อันนี้เข้าใจได้นะ
อย่างน้อยๆเรารู้แน่ๆว่าบ้านเรามีกำลังผลิตรถไฟฟ้า พลังงานไฟฟ้าได้ ตัว EA เองก็ทำทั้งเรือไฟฟ้า รถบัสไฟฟ้า อาจจะต้องใช้เวลาสำหรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าหน่อยนึง
 
อ่านทั้งหมด

แชร์

#2