เผยผลสำรวจ 2018 Thailand Digital Mums พบพฤติกรรมคุณแม่ไทยช้อปออนไลน์โด่ง

แชร์หน้านี้

Nipapun Web Hunsa
  18 ธันวาคม 2018
เยี่ยมชม :  389    ถูกใจ :  12
mothers-3389671__340.jpg

theasianparent.com เว็บไซต์ครอบครัวชื่อดังในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เผยผลการศึกษาพฤติกรรมการเสพสื่อของคุณแม่เอเชียยุคใหม่ประจำปี จากการใช้จ่ายในครัวเรือนของกลุ่มคุณแม่ไทย พบเป็นผู้ทรงอิทธิพลในการซื้อของเข้าบ้าน และมีพฤติกรรมช้อปออนไลน์สูง โดยใช้ smartphone เป็นเครื่องมือในการช้อปผ่านทางเว็บไซต์ดัง และช่องทางโซเชียลมีเดีย Facebook และ LINE ติดอันดับยอดนิยม

กลุ่มคุณแม่ไทย เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูงและเป็นเป้าหมายทางการตลาดที่น่าจับตามองครอบคลุมทุกผลิตภัณท์และบริการตั้งแต่ผลิตภัณท์สำหรับลูกน้อย ยันสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งเป็นไปในทางเดียวกันทั้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้ ในเรื่องของการใช้อินเตอร์เน็ตของคุณแม่ไทยรวมทั้งการใช้ชีวิตในรูปแบบดิจิทัล ได้เพิ่มจำนวนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายและเป็นโอกาสสำหรับนักการตลาดในการที่จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายกลุ่มนี้ เพราะเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลในการตัดสินใจซื้อสูง ซึ่งไม่ได้ซื้อเฉพาะสำหรับตนเองเท่านั้น แต่รวมถึงทุกคนในครอบครัว โดยการทำการตลาดให้เข้าถึงกลุ่มคุณแม่ในปัจจุบันนี้ จำเป็นต้องเน้นในเรื่องของดิจิทัลเป็นลำดับแรก

คุณพิลาวรรณ วานิชชินชัย Deputy Country Manager กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการทำผลสำรวจนี้

1. เพื่อให้ทราบถึงความชอบและความถี่ ในการใช้สื่อออนไลน์ ของกลุ่มคุณแม่
2. เพื่อให้ทราบถึงแนวโน้มของพฤติกรรมและทัศนคติในการใช้อินเทอร์เน็ตของกลุ่มคุณแม่
3. เพื่อให้นักการตลาดทราบถึงพฤติกรรมของกลุ่มคุณแม่ และวิธีการทำการตลาดเพื่อพิชิตใจกลุ่มเป้าหมาย



จากการสุ่มสำรวจคุณแม่กลุ่มตัวอย่าง จำนวนกว่า 1,000 คน โดยการทำแบบประเมินทางออนไลน์ ผลสำรวจออกมาน่าสนใจดังนี้


คุณแม่ส่วนใหญ่มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตมากขึ้นหลังจากตั้งครรภ์

โดยใช้งานมากถึง 46.69% เพิ่มขึ้นมากกว่า 4 ชั่วโมงต่อวัน (20.75%)
ซึ่งเวลาส่วนใหญ่จะใช้ไปกับการท่องโซเชียลมากที่สุด (77.10%)
รองลงมาจะเป็นการเข้าไปหาข้อมูลตามเว็บไซต์เกี่ยวกับครอบครัว (Parenting Sites) (75.31%)
ถัดมาคือ ซื้อของออนไลน์ (62.43%)
เสิร์ชหาข้อมูลทั่วไปทางอินเทอร์เน็ต (42.58%) เช็คอีเมล์ (37.57%) และเรื่องอื่นๆ (4.29%) ตามลำดับ



อุปกรณ์ที่ใช้ในการค้นหาข้อมูล

เป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่ (91.95%) โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 1-3 ชั่วโมงต่อวัน
ถัดมาเป็นคอมพิวเตอร์ (7.51%) ใช้เวลาน้อยกว่า 1 ชั่วโมงในแต่ละวัน
และแท็บเล็ต (0.54%) ใช้เวลาน้อยกว่า 1 ชั่วโมงในแต่ละวันเช่นกัน

ระบบปฏิบัติการที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นแอนดรอยด์ อยู่ที่ 70.66%
ในขณะที่ ios มีเพียง 29.34% เท่านั้น

แต่หากแยกโทรศัพท์ออกเป็นแบรนด์ต่างๆ พบว่า อันดับหนึ่งที่มีผู้ใช้มากที่สุด คือ iPhone (29.34%) ตามมาด้วย Samsung (26.30%) Vivo (12.16%) และ Huawei (9.48%) ตามลำดับ


ประเภทของบทความที่คุณแม่ได้ติดตามบนโซเชียลมีเดีย และมีการเปิดอ่านอยู่บ่อยครั้ง 5 อันดับ ได้แก่ ครอบครัวและเด็ก (85.69%) อาหาร (63.86%) แฟชั่นและความงาม (38.82%) รีวิวสินค้าต่างๆ (38.28%) และการท่องเที่ยว (36.31%) ตามลำดับ


สำหรับบทความเกี่ยวกับครอบครัวและเด็ก บทความที่คุณแม่อ่านบ่อยที่สุด คือ เรื่องพัฒนาการของทารกและเด็ก (75.85%) รองลงมาเป็นเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพและโภชนาการ (62.43%) ถัดมาเป็นเรื่องการศึกษา (43.11%) ตามลำดับ


ในกรณีที่คุณแม่มีปัญหาหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับครอบครัวและเด็ก ส่วนใหญ่จะเข้าไปค้นหาข้อมูลผ่านทางเว็บไซต์/แอปพลิเคชั่นเกี่ยวกับครอบครัว (76.03%) ค้นหาข้อมูลจากการเสิร์ช (68.69%) สอบถามจากบุคคลใกล้ชิด (57.25%) ถามจากหมอหรือผู้เชี่ยวชาญ (51.88%) และดูตามโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ก และเฟซบุ๊กกรุ๊ป (44.72%)


แอปพลิเคชั่นที่คุณแม่มักใช้ในการสื่อสารส่วนมากเป็น

Line (89.45%)
และ Facebook Messenger (89.27%)
ถัดมาจะเป็น Instagram (20.39%)
WhatsApp (2.33%)
และ Wechat (2.15%) ตามลำดับ

โดยที่แม่ส่วนใหญ่มักจะชอบเข้าไปมีปฎิสัมพันธ์กับคุณแม่ท่านอื่นๆ ผ่านกลุ่มของเฟซบุ๊กหรือชุมชนออนไลน์ต่างๆ เกือบตลอดทั้งวัน (30.05%) ทั้งยังมีบัญชีโซเชียล (Social Media accounts)

ที่เป็น Facebook มากเป็นอันดับหนึ่ง(97.50%)
รองลงมาเป็น Line (93.02%) ที่ต่างจากกันเพียงเล็กน้อย
ถัดมาเป็นInstagram (60.11%)
YouTube (55.46%) Twitter (20.39%) ตามลำดับ

การติดตามโซเชียลมีเดียของสินค้าและบริการแบรนด์ต่างๆ นั้น คุณแม่มักจะติดตามเพราะต้องการอัปเดตสินค้าล่าสุดหรือข้อเสนอใหม่ๆ เป็นอันดับแรก(77.10%)รองลงมา คือ ต้องการทราบถึงโปรโมชั่น และส่วนลดต่างๆ(74.42%)สำหรับประเภทของสินค้าหรือบริการที่คุณแม่ติดตามมากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ สินค้าเด็ก (87.30%) สินค้าแฟชั่นและของออนไลน์ (57.96%) อาหาร (52.95%) สุขภาพ(41.68%) และการท่องเที่ยว (36.49%) ตามลำดับ


เวลาคุณแม่ค้นหาข้อมูลของสินค้าหรือบริการสำหรับเด็ก

คุณแม่มักจะทำการเสิร์ชหาข้อมูล/ดูรีวิวสินค้าหรือบริการเป็นอันดับแรก (74.42%)
ถัดมาจะดูจากเว็บไซต์/แอปพลิเคชั่นเกี่ยวกับครอบครัว (70.13%)
ดูจากโซเชียลมีเดีย (55.10%)
และสอบถามจากบุคคลใกล้ชิด(41.86%)
โดยก่อนที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการมักจะทำการเสิร์ชหาข้อมูล/ดูรีวิวสินค้าหรือบริการเป็นอันดับแรกเช่นเดียวกัน (62.97%)
ถัดมาจะดูตามเว็บไซต์/แอปพลิเคชั่นเกี่ยวกับครอบครัว (58.14%)
และสอบถามจากบุคคลใกล้ชิด (49.91%)



ทางด้านของการซื้อสินค้าออนไลน์ แม่ไทยส่วนใหญ่จะซื้อของอย่างน้อยเดือนละครั้ง คิดเป็น 91.05% แบ่งเป็น

ซื้อประมาณ 2-3 ครั้งต่อเดือน (31.66%)
ซื้อเดือนละครั้ง (30.05%)
หลายครั้งต่อสัปดาห์ (15.21%)
และทุกสัปดาห์ (14.13%) ตามลำดับ

เหตุผลที่คุณแม่ชอบซื้อสินค้าออนไลน์เพราะว่าสะดวก (83.89%)
ประหยัดเวลา ไม่ต้องออกจากบ้าน (83.10%)
และยังได้ราคาที่ถูกกว่า โปรโมชั่นที่ดีกว่า (77.41%)

ประเภทสินค้าที่คุณแม่มักจะซื้อผ่านทางออนไลน์บ่อยๆ 5 อันดับได้แก่

เสื้อผ้าเด็ก (74.26%)
รองลงมาเป็น ของใช้เด็ก (69.55%)
ถัดมาเป็นเสื้อผ้าสำหรับแม่เอง (45.38%)
สินค้าเกี่ยวกับเครื่องสำอางและความงาม (39.29%)
ของใช้ทั่วไป (39.10%)
ของใช้ภายในบ้าน (27.31%)
และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (11.79%) ตามลำดับ

สำหรับช่องทางที่ใช้ซื้อของออนไลน์ อันดับหนึ่งคือ ทางเฟซบุ๊ก (75.44%) อันดับรองลงมา คือ Lazada (70.73%) ถัดมาเป็น Shopee (61.49%) และ Line (42.24%) ตามลำดับ


โดยที่ “คุณแม่” กว่า 98% มักจะเป็นผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจซื้อของเข้าบ้าน และคุณแม่มากถึง 58.86% มักจะเป็นคนตัดสินใจซื้อของเข้าบ้านทุกครั้ง ส่วนคุณแม่อีก 39.18% จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนอื่นบ้างในบางโอกาส
 
อ่านทั้งหมด

แชร์

#1
collectoffers likes this.
กำลังโหลด...
Similar Threads
  1. hunsa.team1
    ตอบกลับ:
    0
    เยี่ยมชม:
    239
  2. HUNSATEST
    ตอบกลับ:
    0
    เยี่ยมชม:
    863
  3. hunsa.team2
    ตอบกลับ:
    0
    เยี่ยมชม:
    18
  4. hunsa.team1
    ตอบกลับ:
    0
    เยี่ยมชม:
    40
  5. hunsa.team1
    ตอบกลับ:
    0
    เยี่ยมชม:
    33