“วัณโรค” เป็นแล้วไม่เท่ากับตาย หากรักษาทันท่วงที

แชร์หน้านี้

ผู้ดูแล
  25 มีนาคม 2020
เยี่ยมชม :  523    ถูกใจ :  6
ภาพประกอบบทความโรควัณโรค (3).jpg


ขณะที่ปัจจุบันเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 กำลังเป็นที่พูดถึงและแพร่ระบาดไปทุกทวีปทั่วโลกนั้น ในอดีตโรค “วัณโรค” ก็ถือเป็นโรคติดต่อในระบบทางเดินหายใจที่สร้างความหวาดกลัวและคร่าชีวิตของใครหลายคนเช่นเดียวกัน ซึ่งในวันที่ 24 มีนาคมของทุกปีถูกกำหนดให้เป็นวัน “วัณโรคโลก” เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องว่าปัจจุบันโรควัณโรคไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดและสามารถรักษาได้ จะจริงเท็จอย่างไรนั้นไปติดตามพร้อมกันเลยวัณโรคเป็นแล้วตายจริงหรือไม่ถ้าย้อนกลับไปเมื่อสมัย 10-20 ปีก่อนความก้าวหน้าทางวิทยาการและเทคโนโลยีทางการแพทย์นั้นยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร



ผู้ป่วยวัณโรคไม่ได้รับการรักษาที่ทันท่วงทีอีกทั้งยาในสมัยก่อนมีผลข้างเคียงค่อนข้างมาก ทำให้ผู้ป่วยกิน ๆ หยุด ๆกินยาไม่ครบจนเกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมา เป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิตลงปัจจุบันวัณโรคไม่ใช่โรคที่น่ากลัวอีกต่อไปเพราะหากผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ทันท่วงที กินยาจนครบก็สามารถรักษาได้แต่ก็มีโอกาสที่จะกลับมาเป็นซ้ำได้เช่นเดียวกันโดยข้อมูลจากองค์การอนามัยโรคได้คาดการณ์ตัวเลขของผู้ที่มีเชื้อวัณโรคอยู่ในร่างกายพบว่ามีมากถึง 54 ล้านคนทั่วโลก แต่จะมีผู้ที่ป่วยด้วยโรคนี้อยู่แค่ประมาณ 6-7 ล้านคนเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับคนที่มีร่างกายอ่อนแอดังนั้นถึงแม้จะรักษาจนหายดีแล้วแต่หากวันไหนที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานตกต่ำลงโอกาสที่จะกลับมา




เป็นซ้ำก็มีความเป็นไปได้สูงวัณโรคเป็นแค่การติดเชื้อที่ปอดหรือไม่การติดเชื้อของวัณโรคนอกจากจะติดเชื้อที่ปอดแล้วสามารถลุกลามไปยังอวัยวะอื่นได้ ยกตัวอย่างเช่น การติดเชื้อขึ้นสมอง ต่อมน้ำเหลืองเยื่อหุ้มปอด ไขกระดูก ตับ ต่อมหมวกไต ฯลฯ ซึ่งถ้าหากการติดเชื้อลุกลามไปในอวัยวะส่วนอื่น การรักษาจะยิ่งยากขึ้นและอาจมีภาวะแทรกซ้อนมากขึ้นตามมาซึ่งตัวเลขของการติดเชื้อที่ปอดอยู่ที่ประมาณ 70-80% ส่วนอวัยวะอื่นๆ พบได้ประมาณ 20-30%ขึ้นอยู่กับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแต่ละคนและความรุนแรงของโรคด้วย



ภาพประกอบบทความโรควัณโรค (1).jpg



วัณโรคที่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ จะมีอาการอย่างไรขึ้นอยู่กับว่าเชื้อได้กระจายไปยังอวัยวะส่วนไหน เช่นถ้ากระจายมาที่ต่อมน้ำเหลือง จะมีอาการต่อมน้ำเหลืองโต มีก้อนอยู่บริเวณคอซึ่งหากดูภายนอกจะแยกไม่ออกว่าเป็นโรคมะเร็งหรือโรคอะไรต้องใช้วิธีการตรวจชิ้นเนื้อถึงจะรู้ผล หรือถ้าเชื้อกระจายไปที่สมองส่วนมากจะพบในเด็กโดยจะมีอาการซึม ปวดศีรษะ ชัก แต่ ถ้าพบในผู้ใหญ่จะมีอาการปวดศีรษะเรื้อรัง คอแข็ง ชักหรือกระตุกเช่นเดียวกับเด็กความเชื่อที่ว่าไอ



100 วัน=วัณโรค จริงหรือไม่ความเชื่อนี้อาจเป็นความเชื่อของคนโบราณหรือคนสมัยก่อนโดยทั่วไปแล้วคนที่มีร่างกายปกติจะไอและหายได้ภายใน 2-3 สัปดาห์ แต่คนที่เป็นวัณโรคส่วนใหญ่จะเริ่มจากมีอาการไอเรื้อรังซึ่งอาการไอเรื้อรังนั้นต้องมีการไอติดต่อกันนานถึง 8 สัปดาห์ขึ้นไปแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่มีอาการไอเรื้อรังจะต้องเป็นวัณโรคเสมอไปเพราะต้องดูสัญญาณและอาการอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น น้ำหนักลด เบื่ออาหารอ่อนเพลีย มีไข้ ไอมีเลือดปน เจ็บหน้าอก หายใจขัด ฯลฯ หากใครมีอาการเหล่านี้ให้รีบมาตรวจทันทีโดยที่ไม่ต้องรอให้ครบ 100 วัน


 
อ่านทั้งหมด

แชร์

#1